“สนธิญาณ”ชี้เปรี้ยงไทยต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เอาอำนาจมาไว้ที่นายก สั่งการได้ทันที!

0

สถาบันทิศทางไทยจัดโซเชียลเสวนา “พร้อมรับ ภาวะฉุกเฉิน รับมือ COVID-19 ระดับ3 ” ร่วมเสวนา โดย “สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม” ประธานสถาบันทิศทางไทย , “ดร.สุวินัย ภรณวลัย” ประธานยุทธศาสตร์วิชาการ สถาบันทิศทางไทย และอ.ศาตรา โตอ่อน นักกฎหมายอิสระและนักวิชาการสถาบันทิศทางไทย ดำเนินรายการโดย“ดร.เวทิน ชาติกุล” ผู้อำนวยการสถาบันทิศทางไทย เมื่อวันที่17 มี.ค ที่ผ่านมา

 

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

 

“สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม” ประธานสถาบันทิศทางไทย กล่าวถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ หรือ  COVID-19 ของประเทศไทย ระบุว่า  ต้องพิจารณาขั้นเริ่มต้นการควบคุมและการดำเนินการของกระทรวงสาธารณสุข บุคลากรทางการแพทย์ และรัฐบาลต้องถือว่าทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะสามารถรู้ต้นตอของผู้ที่ติดเชื้อและสามารถที่จะดำเนินการควบคุมต้นตอได้

สถานการณ์ขณะนี้เป็นปัญหาใหญ่จากของตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด เป็นเหตุจากการเกิดขึ้นที่ไม่สามารถระบุต้นตอของผู้ติดเชื้อได้ ยกตัวอย่าง กรณีเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง(ตม.)ติดเชื้อไวรัส ขณะที่เจ้าหน้าที่ตม.อยู่ในห้องกระจก ใส่หน้ากาก ใส่ถุงมือแต่ก็ยังติดเชื้อ คาดว่าเหตุที่ทำให้ติดเชื้อคือถุงมือที่จับพาสปอร์ตของผู้ติดเชื้อคนใดคนหนึ่ง จากนั้นนำถุงมือที่ใส่อยู่มาเช็ดหน้า ป้ายตา จึงทำให้เกิดการติดเชื้อขึ้น สิ่งที่ตามมาเจ้าหน้าที่ตม.รายดังกล่าวได้จับพาสปอร์ตของนักท่องเที่ยวไปกี่คนในวันนั้น และไม่รู้ว่านักท่องเที่ยวคนไหนนำเชื้อมาติดเจ้าหน้าที่ตม. ความจริงรัฐจะต้องประกาศรายชื่อนักท่องเที่ยวเหล่านี้แล้ว เพราะรัฐรู้ว่านักท่องเที่ยวเหล่านี้มีถิ่นพำนักอยู่ที่ไหน และจะเดินทางไปที่ไหนในประเทศไทย ซึ่งรัฐไม่ได้ดำเนินการหรือติดตามแต่อย่างใด นี่คือสิ่งที่หาต้นตอไม่ได้ จึงทำให้สถานการณ์การควบคุมปกติหรือการใช้กระบวนการปกติทำไม่ได้

…วิกฤตCOVID19 กระทบเศรษบกิจหนัก! ชี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในโลก “ทุรกรรมของมนุษย์หยุด” !

“สนธิญาณ” กล่าวว่า ระบบเศรษฐกิจเป็นระบบที่เชื่อมโยงโลกทั้งโลกถัดมาก็เป็นระบบเศรษฐกิจประเทศ ซึ่งจะมีได้ต้องมีธุรกิจ หน่วยธุรกิจซึ่งหน่วยธุรกิจจะเกิดขึ้นได้ต้องเกิดทุรกรรมในการเชื่อมโยงของผู้คนเพราะฉะนั้นระบบเศรษฐกิจทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะมีการเชื่อมโยงของผู้คนในสังคม

นโยบายรัฐบาลที่แย่ที่สุดตั้งแต่ออกมาคือนโยบายพยุงหุ้น ซึ่งหุ้นตกทั่วโลก เป็นความไม่ได้เรื่องของทีมเศรษฐกิจ  เวลาพยุงหุ้น หมายความว่าหุ้นประเภทนั้นกำลังเกิดปัญหาเฉพาะในประเทศนั้น มีการโจมตีค่าเงินหรือมีกระบวนการไหลเวียนของเงินที่ไหลเข้าออกอย่างผิดปกติจึงต้องใช้เงินเข้าไปพยุงตลาดเอาไว้

“สนธิญาณ” กล่าวต่อว่า ผู้อำนวยการสนามบินสุวรรณภูมิโพสต์ภาพสนามบินสุวรรณภูมิร้าง  ข้อเท็จจริงสนามบินในสหรัฐอเมริกา เกาหลี ญี่ปุ่น ยุโรป ร้างเหมือนสุวรรณภูมิ  ทุรกรรมเหล่านี้ไม่เกิดขึ้น ซึ่งมีมูลค่าต่อวันเป็นล้านล้านบาท หยุด!!  เมื่อหยุดทุรกรรมการค้าขายข้างเคียงหยุดหมด แม้แต่คนขายผัดไทที่ถนนข้าวสารยังขายได้สามจาน เพราะฉะนั้นวันนี้เป็นสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในโลกคือทุรกรรมของมนุษย์หยุด! เมื่อทุรกรรมหยุดธุรกิจก็เกิดขึ้นไม่ได้ จะนำเงินไปยัดธุรกิจไหนก็ไม่ได้เพราะไม่มีทุรกรรม เศรษฐกิจไปต่อไม่ได้ การแก้ปัญหาไม่ใช่เพียงแต่คิดแก้แต่ต้องคิดนอกกรอบ ให้สายพานมันเดินไปเรื่อย ๆ ช้า ๆ แต่อย่าให้หยุดถ้าหยุดจะฟื้นยาก การที่เดินไปอย่างช้า ๆ เพื่อรองรับการฟื้น

วันนี้จะพูดเรื่องการควบคุมและจัดการป้องกันโรคอย่างเดียวไม่ได้ต้องทำคู่ขนานกันไป เข้าไปจัดการระบบทางเศรษฐกิจโดยทำให้เกิดทุรกรรมเพราะคนต้องกินต้องอยู่ต้องใช้ ไม่ได้ซื้อจากห้างสรรพสินค้าเท่านั้น แม่ค้าในตลาดสด หาบเร่แผงลอย แท็กซี่ วินมอเตอร์ไซค์ คนที่ประกอบอาชีพอิสระทั้งหลายที่ดำรงอยู่ ต้องทำให้สายพานทางทุรกรรมของคนเหล่านี้เคลื่อนตัว

…สายพานเศรษฐกิจต้องไม่หยุดชะงัด ตั้งไฟแนนซ์พิเศษ

“สนธิญาณ” ระบุเรียนไปถึงนายกรัฐมนตรีจะต้องตั้งกองทุนขึ้นมาหนึ่งกองทุนไม่ใช่แจกเงิน ซึ่งคนเหล่านี้ปกติคุ้นเคยกับการกู้ยืมเงินประจำวัน  เคยมีนโยบายในการที่จะทำนาโนไฟแนนซ์ออกมาแล้ว แปลงนาโนไฟแนนซ์นั้นให้เป็นนาโนไฟแนนซ์แบบพิเศษ กู้ยืม 10,000-30,000บาท ยืดหนี้ให้ยาวที่สุด ลดดอกเบี้ย แต่ต้องมีการจัดการลงทะเบียน ซึ่งจะดำเนินการเช่นนี้ก็ไม่ง่าย เพราะมีกฎหมายเฉพาะอยู่ หลังจากทำให้ทุรกรรมตรงนี้เกิดแล้วจึงค่อยไปดูธุรกิจที่ต่อเนื่องกับสิ่งเหล่านี้ และถึงจะไปที่ธุรกิจขนาดใหญ่ข้างบนสิ่งเหล่านี้จะทำได้จะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายพิเศษที่อำนาจนายกรัฐมนตรี

หลังจากวิกฤตครั้งนี้ภายใต้วิกฤตจะมีโอกาสเสมอคนที่จะมีโอกาสเป็นกลุ่มแรกคือ FED สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในวิกฤตเมื่อปี 40 ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะปัญหาของเราขนาดนั้นดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ที่ 16-18%  FED ลดดอกเบี้ย เหลือ 2-3% บริษัทในไทยหากันไปกู้ ขณะนั้นกลุ่มทุนสามานย์ของFED เก็บเงินบาทไว้ ในระหว่างนั้นเมื่อเงินบาทไปอยู่ในมือพวกเขา พวกเขาก็โจมตีค่าเงินบาทจนเราทนไม่ไหวประกาศลอยตัวค่าเงินบาทจาก 25บาท มาเป็น50บาท  ทำให้เกิดหายนะในกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ทุนที่เคยอยู่ในมือทุนชาติดั้งเดิม ทุนจีนที่ก่อร่างสร้างตัวมาถูกฝรั่งเข้าซื้อกิจการไปหมด แต่ปี40 ไม่ใช่ปีที่เศรษฐกิจชาติวิกฤต เป็นปีที่เศรษฐกิจชาติดีเพราะราคาสินค้าเกษตรทั้งหมดเพิ่มขึ้น 100% จากราคาส่งออกที่เงินเหรียญดอลล่าร์ 25บาท เป็น50บาท เกษตรกรเข้มแข็งทั่วหน้า ส่วนที่หายนะอยู่ที่บริษัทห้างร้านในกรุงเทพและคนที่ทำธุรกิจในระดับบน เป็นธุรกิจบริการและธนาคารถูกยึดไปจึงทำให้เกิดผลกระทบ แต่เศรษฐกิจภาคเกษตรไม่ได้เกิดปัญหา

ดังนั้นต้องระวังงบประมาณฯของไทยทั้งหมดที่มีอยู่เป็นเงินเพียงแค่ 4% ของกลุ่มFED หรือทุนสามานย์ที่มีอยู่ในโลกนี้ หลังวิกฤตครั้งนี้คนกลุ่มนี้จะยิ่งรวยขึ้น การคุกคามการเข้ายึดครองธุรกิจในประเทศต่างๆ ธุรกิจการบินของทั้งโลก ธุรกิจท่าอากาศยาน ธุรกิจคมนาคม อื่นๆ จะเจ๊งหมด

…ไทยต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เอาอำนาจมาไว้ที่นายก!

“สนธิญาณ” วันนี้ประเทศไทยจะต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตามพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 เหตุผลเพื่อที่จะเอาอำนาจทั้งหลายที่มีอยู่มาไว้ในมือนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว  การที่รัฐยังบริหารในสถานการณ์ปกติ ราชการแผ่นดินใครจะมีอำนาจหรือไม่ นั้นมีกฎหมายเฉพาะ เพื่อที่ให้หน่วยราชการต่าง ๆ ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ของหน่วยราชการและบุคคลเหล่านั้น นายกรัฐมนตรีก้าวก่ายไม่ได้ เวลาสั่งการก็ต้องสั่งการไปตามขั้นตอนของกฎหมาย

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นยกตัวอย่างหน้ากากอนามัย นายกรัฐมนตรีสั่งย้ายอธิบดีกรมการค้าภายใน รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ไม่รู้เรื่องมาก่อน นายกรัฐมนตรีมีข้อมูลทนไม่ไหว แต่นายกรัฐมนตรีไม่ได้คุยกับรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นพรรคร่วมรัฐบาล   ซึ่งรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์โทรหานายกรัฐมนตรี แต่ไม่ได้รับสาย บอกว่าจะโทรกลับ แต่ไม่ได้โทรกลับ ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นแต่นี่เป็นโอกาสให้เกิดความร้าวฉานในรัฐบาล ไม่ใช่ความผิดใครแต่นายกรัฐมนตรีจำเป็นต้องตัดสินใจทำแต่อำนาจน้อย

ดังนั้นคำว่าสถานการณ์ฉุกเฉินอย่าไปฟังพวกคลั่งประชาธิปไตย ประเทศจะหายยนะผู้คนกำลังเดือดร้อน คำว่าสถานการณ์ฉุกเฉินหมายความว่าสถานการณ์อันจะกระทบหรือกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนเป็นภัยความมั่นคงหรืออาจทำให้ประเทศหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของประเทศอยู่ในภาวะอันคับขัน

ฉะนั้นมาตรการของสถานการณ์ฉุกเฉินก็เพื่อที่จะรักษาการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขไว้ซึ่งมีความจำเป็นที่จะปล่อยให้สถานการณ์เดินไปตามปกติไม่ได้ เมื่อประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว ซึ่งการประกาศนั้นประกาศได้เป็นบางท้องถิ่นหรือทั้งประเทศก็ได้

จะประกาศในเขตกรุงเทพก่อนก็ได้เมื่อประกาศแล้วจะทำให้เจ้าหน้าที่ทางฝ่ายปกครอง พลเรือน เจ้าหน้าที่ทหาร  ภายใต้อำนาจของนายกรัฐมนตรีเข้าเยียวยาสถานการณ์ได้หมด การประกาศนั้นประกาศได้ครั้งละ 3 เดือนตามกฎหมายประกาศแล้วต่อได้ ซึ่งทันทีที่มีการประกาศในท้องที่หนึ่งท้องที่ใด บรรดาอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งหรือหลายกระทรวงหรือที่เป็นผู้รักษาการตามกฎหมายหรือมีตามกฎหมายใด ๆ ก็ตามจะเฉพาะที่อนุญาต อนุมัติ สั่งการ บังคับบัญชา ป้องกัน ระงับ ทั้งหมดให้โอนมาเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี เป็นไปตามมาตรา7 ว.1 ของพระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน ตรงนี้เป็นเรื่องจำเป็น  ประกาศเรื่องม๊อบยังประกาศได้เลย เรื่องนี้รุนแรงกว่าม๊อบไม่รู้กี่เท่า ทำไมจะทำไม่ได้ วันนี้ต้องทำ!

และเมื่ออำนาจไปอยู่ในมือนายกรัฐมนตรี จะต้องทำให้เกิดการใช้อำนาจอย่างบูรณาการ หมายความว่าต้องไม่เดินแก้ปัญหาแต่ละจุด ต้องทำเชิงรุกอย่างเข้มข้นในการระวังรักษาและป้องกันโรคภัย แต่อีกด้านหนึ่งต้องเตรียมพร้อมเรื่องความสงบเรียบร้อย ต้องดูแลเรื่องอาหารขาดแคลนหรือไม่ ดูแลอย่างครบวงจร

หลังจากวิกฤตนี้โลกทั้งโลกจะมีปัญหาเรื่องอาหาร  ปีที่ผ่านมาเรามีปัญหาภาวะภัยแล้ง  ทำให้ผลผลิตหายไป 30-40% ในทุกส่วนของภารการเกษตร  วันนี้ใช้สถานการณ์ฉุกเฉินเอาสิ่งที่พลเอกประวิตรได้สั่งการเรื่องการบริหารระบบจัดการน้ำโดยต้องให้กระทรวงเกษตรมาทำการประเมินพื้นที่เพาะปลูกทุกพื้นที่ โหมจัดการใช้วิธีพิเศษในการที่จะสร้างอาหารขึ้นด้วยการส่งน้ำด้วยการสนับสนุนเงิน เพื่อให้เกิดผลในอนาคตด้วย

เป็นเหตุผลที่จะเรียนถึงการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน นำอำนาจมาไว้ที่นายกรัฐมนตรี   จะตั้งครม.คนไหนเข้ามาเป็นคณะกรรมการ เข้ามาจัดการกำหนดมาตรการแต่ละอันสามารถที่จะดำเนินการได้ทันทีไม่ใช่การใช้อำนาจของตัวนายกรัฐมนตรีคนเดียวแต่ยังใช้ร่วมกันเราเรียกว่าประชาธิปไตยรวมศูนย์ แต่นายกรัฐมนตรีมีอำนาจทางกฎหมายที่จะเข้าสั่งการในทันที