ออกบัตรธปท. รุ่นรวมใจไทยชนะภัยโควิด-19 ไม่ต้องกู้ให้เสียดอก ไม่ต้องมีหนี้สาธารณะ

0

ออกบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย รุ่นรวมใจไทยชนะภัยโควิด-19 เวนคืนได้ในภายหลัง 2ล้านล้านบาท ไม่ต้องกู้ให้เสียดอก ไม่ต้องมีหนี้สาธารณะ บาทจะอ่อนค่ามาที่ 34.6บาท /$ โดยดร.วีรพจน์ ลือประสิทธิ์สกุล

1.ความสัมพันธร์ะหว่าง[ปริมาณเงินบาท]กับ[GDP]

1.1 [ปริมาณเงินบาท] ถูกเพิ่มเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเพื่อให้เกิดสภาพคล่องตามความต้องการของ [ผลผลิตมวลรวมประชาชาติ:GDP] ท่ีเพิ่มขึ้น, กระบวนการน้ีเรียกว่า Monetary Easing (การผ่อนคลายทางการเงิน), ตารางข้างล่างน้ี แสดง [ปริมาณเงินบาท] และ [GDP] ท่ีเพ่ิมขึ้นในแต่ละปี (ข้อมูลจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย)

1.2 ข้อสังเกตของผู้เขียน ในสมัยรัฐบาลท่ีมาจากการเลือกต้ัง ธปท.จะเพิ่ม [ปริมาณ บาท] เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในอัตรา %ต่อปี สูง (ตัวเลขกลางตาราง) มากกว่าในสมัยรัฐบาลที่มาจากการลากต้ัง ( ตัวเลขที่เขียวระบายสีเทา)

1.3 การเพิ่ม [ปริมาณบาท] (เส้นสีฟ้าแกนซ้ายมือ) มีอัตราเร็วกว่า การเพิ่มข้ึนของ [GDP] (เส้นสีแดงแกนขวามือ) นี่เป็นสาเหตุของ [เงินเฟ้อ] กล่าวคือ [ดัชนีราคาผู้บริโภค] ถีบ ตัวสูงขึ้น และ ช่องทางการส่งผ่านเงินก้อนใหม่ท่ีนายทุนใหญ่เข้าถึงเม็ดเงินได้ก่อนคนราก หญ้า เป็นสาเหตุเชิงโครงสร้างของความเหลื่อมล้ำและความอ่อนแอของระบบเศรษฐกิจ (คน มีกําลังซื้อมีจํานวนน้อย)

1.4 อัตราส่วนระหว่าง [ปริมาณบาท] ต่อ [GDP] (ในรูปหน้าถัดไปเส้นสีน้ําเงิน) เพิ่ม จาก 1.03 เท่าในปี 2540 มาเป็น 1.91 เท่าในปี 2562 ส่งผลให้ [ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป] (เส้นสีแดง) เพิ่มขึ้นจาก 66.10 เป็น 102.62 ในช่วงเวลาเดียวกัน หรือ เพิ่มข้ึนเพียง 1.55 เท่า แสดงถึงภาวะการตึงตัวมากขึ้นของ [ปริมาณบาท]

1.5 ความชันของเส้นกราฟสีแดงคือ [อัตราเงินเฟ้อ] ซึ่ง [เป้าหมายอัตราเงินเฟ้อ] ของ ประเทศไทย อยู่ที่ 0.0~3.0% และ 1.0~4.0% แต่ผลลัพธ์ท่ีเกิดขึ้นคือ ตามนี้

อัตราเงินเฟ้อทั่วไป(รวมอาหารสด+พลังงาน)ของไทย
[2542~2552] (เป้าหมาย 0.0~3.5%) ผลที่เกิดขึ้น = 2.32%ต่อปี
[2553~2557] (เป้าหมาย 0.5~3.0%) ผลที่เกิดขึ้น = 2.50%ต่อปี
[2558~2562] (เป้าหมาย 1.0~4.0%) ผลที่เกิดขึ้น = 0.45%ต่อปี
[2563~256x] (เป้าหมาย 2.0~4.0%) ผลท่ีเกิดข้ึน = ยังไม่มี
สรุปว่า หลังจากปี 2557 เป็นต้นมา อัตราเงินเฟ้อ ต่ํากว่าเป้าหมายท่ีตั้งไว้ รวมทั้ง อัตราการเติบโตของผลผลิต [GDP] ก็ต่ำด้วย ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการบริหารเศรษฐกิจ ของรัฐบาล

2.ความสัมพันธ์ระหว่าง[ปริมาณเงินบาท]กับ[เงินสํารองต่างประเทศ]

2.1 [ปริมาณเงินบาท] (เส้นสีแดง)เพิ่มจาก 16.13 ล้านล้านบาท เมื่อ มค.2557 มาเป็น 22.49 ล้านล้านบาท เมื่อ พ.ค.2563 ขณะที่ในช่วงเดียวกัน [เงินสํารองต่างประเทศ] (เส้นสีน้ํา เงิน) เพิ่มจาก 166.76 มาเป็น 237.25 พันล้าน US$ แต่หากดูกราฟเปรียบเทียบปริมาณและ อัตราเร็วในการเพิ่มข้ึน จะเห็นว่า [ปริมาณเงินบาท] เพิ่มขึ้นน้อยกว่าและช้ากว่า [เงินสํารองต่างประเทศ]

2.2 หากดูอัตราส่วน [ปริมาณเงินบาท]/[เงินสํารองต่างประเทศ] (เส้นสีส้ม-ในหน้า ถัดไป) ที่มีค่า 96.72 บาท/$ ในเดือน ม.ค.2557 ซึ่งในเวลาเดียวกันนั้น อัตราแลกเปลี่ยน (เส้นสีฟ้า) อยู่ท่ี 33.02 บาท/$ (ด้านขวาของกราฟ), เส้นกราฟท้ังสอง มีการเปลี่ยนค่าในแต่ละเดือนล้อตามกันไปจนถึงเดือน พ.ค.2563 (ด้านซ้ายของกราฟ), อัตราส่วน [ปริมาณเงินบาท]/[เงินสํารองต่างประเทศ] มีค่า 94.80 บาท/$ ขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ท่ี 31.832 บาท/$, สังเกตดูในเดือน ธ.ค.2562 อัตราส่วน [ปริมาณเงินบาท]/[เงินสํารองต่างประเทศ] มีค่า 92.90 บาท/$ ขณะที่ อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ท่ี 30.121 บาท/$ ซึ่งแข็งค่าท่ีสุด

2.3 สรุปได้ว่า เงินบาทจะอ่อนค่าเมื่ออัตราส่วน [ปริมาณเงินบาท]/[เงินสํารอง ต่างประเทศ] มีค่ามาก, และจะแข็งค่าเมื่ออัตราส่วนดังกล่าว มีค่าต่ำ

3. หน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย ตาม ... มาตรา 33 (6)

3.1 กล่าวโดยสรุป ธปท.มีอํานาจหน้าท่ี [ตาม มาตรา ๓๓()] ซื้อขายหลักทรัพย์ของรัฐบาลไทย (ปกติจะหมายถึงพันธบัตรท่ีครบกําหนดไถ่ถอน ซึ่งรัฐบาลในอดีตได้กู้เงินจาก ธนาคารพาณิชย์ ผ่านสํานักบริหารหนี้สาธารณะโดยการต้ังงบประมาณขาดดุลปีละประมาณ 5-6 แสนล้านบาท) เท่าที่จําเป็นเพื่อควบคุมปริมาณเงินในระบบการเงินของประเทศและใช้ดอกเบี้ยนโยบายเป็นเครื่องมือในการเพิ่มลดปริมาณเงินในระบบ

3.2 มีประเด็นท่ีต้องพิจารณากันในที่นี้ว่า [ปริมาณเงินบาท] 22.49 ล้านล้านบาท ณ วัน สิ้นเดือน พค.2563 นั้น เหมาะสมหรือไม่, จากข้อมูลท่ียกมาข้างต้น เห็นได้ชัดว่า คําตอบคือน้อยเกินไปส่งผลให้เกิดภาวะเงินฝึดสะสมในช่วงปี 2558~2562 และเงินบาทแข็งค่า

3.3 แต่ผู้เขียนก็แอบชื่นชม ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของธปท.ในการควบคุมรักษาวินัยทางการคลังของประเทศ หากย้อนกลับไปอ่านย่อหน้า 1.2 ท่ีผู้เขียนได้ตั้งข้อสังเกตไว้ ซึ่งเปรียบเปรยได้ว่า [ปริมาณเงินบาท] เป็นเครื่องมือสําหรับทํามาหากินเช่นเดียวกับมีดพร้าสําหรับบุคคลทุกระดับไม่ว่าจะเป็นปัจเจกบุคคลธุรกิจรัฐบาลหากตกอยู่ในมือของคนดีเขาก็ใช้มันในการสร้างผลผลิตให้งอกเงยแต่ถ้าหากตออยู่ในมือคนชั่วหรือคนโง่เขาก็จะใช้เป็นอาวุธปล้นสดมภ์หรือทําร้ายคนอื่นทั้งน้ีผู้เขียนมิได้หมายความว่ารัฐบาลท่ีมาจากการเลือกตั้งจะไม่คอรัปช่ันโกงกินแต่อย่างน้อยที่สุดก็มีความชอบธรรมที่ประชาชนผู้เสียภาษีจะต้องชดใช้หนี้ท่ีรัฐบาลที่พวกเขาเลือกมาเป็นผู้ก่อขึ้น

3.4 ผู้เขียนจําเป็นต้องเข้าใจความรับผิดชอบของ ธปท.ในข้อน้ี แทนการกล่าวโทษว่าธปท.ละเลยต่อหน้าที่ตามมาตรา ๓๓() ในการไม่เพิ่ม [ปริมาณเงินบาท] ให้อยู่ในระดับที่ เหมาะสมตามย่อหน้า 3.2 และเกี่ยวข้องกับการหาทางออกที่จะนําเสนอในหัวข้อต่อไป

4. ข้อเสนอ ทางออกจากปัญหาเฉพาะหนา้ ภายใตส้ ถานการณ์โควิด 19

4.1 เพิ่ม [ปริมาณเงินบาท] 2 ล้านล้านบาท จาก ณ ส้ินเดือน พค.64 มีอยู่ 22.49 ล้าน ล้านบาท หรือ เพิ่มข้ึนประมาณ 8.9%

4.2 โดยออกเป็น [บัตรธนาคารแห่งประเทศไทย รุ่นรวมใจไทยชนะภัยโควิด19] ฉบับละ 100 บาท จํานวน 2 หมื่นล้านฉบับให้มีอายุใช้งานจํากัด เช่น 5 ปี เมื่อครบอายุแล้วก็เวนคืน กลับมาได้โดยสะดวก, รูปในหน้าถัดไป เป็นตัวอย่างของ บัตรธนาคารชนิดราคา 60 บาทท่ีมีขนาด 15.90×15.90 ซม. จํานวน 9,999,999 ฉบับ ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อ 3 มิถุนายน 2530 เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนม์พรรษา 60 บริบูรณ์

4.3 ซึ่งจะทําให้อัตราส่วน [ปริมาณ เงินบาทต่อเงินสํารองต่างประเทศ] เพิ่ม จาก 94.80บาท/$ เป็น 103.24บาท/$ พร้อมกับส่งผลให้ อัตราแลกเปลี่ยนเงิน บาทจะอ่อนค่าลงมาจาก 31.832 เป็น 34.662 บาท/$ (8.9%)

4.4 เพื่อรักษาวินัยทางการคลังและส่งเสริมให้การนํา [บัตรธนาคารฯ] 2 ล้าน ล้านบาทนี้ ไปใช้แก้ปัญหาให้ตรงจุดและเกิดประสิทธิผลสูง ป้องกันมิให้เป็นการ “เตะเนื้อสุกรเข้าปากสุนัข” ผู้เขียนขอ เสนอทางเลือกให้พิจารณาดังนี้

ก. ให้รัฐบาลออกตั๋วแลกเงินอัตราดอกเบี้ย 0% มาแลกซื้อไป (รัฐบาลเป็นหนี้ ธปท.โดยตรงแทนการกู้จาก ธพ.) แล้วค่อยตั้งงบประมาณเวนคืน [บัตร ธนาคารฯ] กลับมาคืน ธปท. เมื่อวิกฤติ ผ่านพ้นไป

ข. ตั้ง “กองทุนฟื้นฟูผลกระทบจาก สถานการณ์โควิด19” โดยให้สํานักงานฯ อยู่ภายใต้การกํากับดูแลของ คณะกรรมการนโยบายฯ ที่มาจากการแต่งต้ังของ ธปท.และ สภาผู้แทนราษฎร และให้สํานักงานฯ เป็นผู้ ออกตั๋วแลกเงิน อัตราลด 0% มาแลกซื้อ [บัตรธนาคารฯ] นําไปกระจายเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยมุ่งการแก้ไขผลกระทบที่ตรงจุด

.ให้ ธพ. ออกตั๋วแลกเงินอัตราลด 1% (ดอกเบี้ย -1%) มาแลกซื้อ [บัตรธนาคารฯ] นําไปกระจายในระบบ (ออกตั๋ว 99 บาท มาแลกบัตรธนาคาร 100 บาท) เมื่อวิกฤติผ่านพ้นไปจึงค่อยนํา[บัตรธนาคารฯ] มาไถ่ถอนตั๋วแลกเงินคืนไปจาก ธปท.

5. ข้อเสนอ มาตรการะยะยาว เพื่อสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

5.1 กําหนด [เป้าหมายปริมาณเงินบาท] ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม, ควบคู่กับการกําหนด [เป้าหมายอัตราเงินเฟ้อ] โดยใช้เกณฑ์ดังนี้

อัตราส่วน [บาทหมุนเวียน]/[เงินสํารองต่างประเทศ] = 103 บาท/$ บวกลบได้ 5 บาท และควรแบ่งสัดส่วนการถือ เงินสํารองต่างประเทศเป็น 5-6 สกุลเงินหลักเพื่อเตรียมรับมือกับความผันผวนของระบบเงินตราของโลกที่จะเกิดขึ้นเร็วๆนี้

5.2 หวังให้มีรัฐบาลท่ีซ่ือสัตย์ สุจริต มีความสามารถในการบริหารประเทศให้ มีการ เติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนและกระจายรายได้ถึงทุกกลุ่มโดยเฉพาะคนระดับฐานราก เพื่อให้สามารถใช้นโยบายทางการเงินการคลังให้เกิดผลได้อย่างเต็มศักยภาพ