แถลงการณ์”ทิศทางไทย”ถึงรบ. ต้องยกระดับมาตรการฉุกเฉินรับมือกับสงครามโรคระบาด 24 เดือนต่อจากนี้

0

แถลงการณ์สถาบันทิศทางไทยถึงรัฐบาลและสังคมไทย

เรื่องต้องยกระดับมาตรการฉุกเฉินเพื่อรับมือกับสงครามโรคระบาดตลอด 24 เดือนต่อจากนี้

ช่วงค่ำของวันที่ 11 มีนาคม 2563 องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศยกระดับการระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19 เป็นแพนเดมิก (pandemic) หรือระบาดทั้งโลกไปเรียบร้อยแล้ว โดย ดร.ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผอ.องค์การฯ ได้ระบุ ” นี่คือการระบาดระดับแพนเดมิกครั้งแรกของเชื้อโคโรนาไวรัส ”
.
ในที่สุดสิ่งที่สถาบันทิศทางไทยวิตกมาโดยตลอดว่าเชื้อไวรัสโควิด-19 จะระบาดทั้งโลกหรือเป็นแพนเดมิก ก็กลายเป็นความจริงแล้วและสถาบันทิศทางไทยได้วิเคราะห์และประเมินสถานการณ์แล้วว่า แพนเดมิก หรือการระบาดทั้งโลก จะทำให้เราต้องอยู่กับเชื้อไวรัส Covid-19 ถึง 24เดือนหลังจากนี้ ไม่ใช่ 2 เดือน หรือ 6 เดือนแต่อย่างใด
.
ต่อสถานการณ์แพนเดมิกของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้นแล้ว สถาบันทิศทางไทยเห็นว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนที่รัฐบาลจะต้องประเมินสถานการณ์ใหม่ และกำหนดยุทธศาสตร์ภาพรวมเพื่อเตรียมพร้อมรับมือสงครามโรคระบาดครั้งนี้ใหม่ เพื่อให้สังคมไทยทั้งสังคมตื่นตัวในการรับมือวิกฤตนี้ทั้งกรณีฉุกเฉินและกรณียืดเยื้อร่วมกัน
.
จากตัวเลขผู้ติดเชื้อไวรัส Covid-19 ในประเทศไทย (3 มกราคม 2563-11 มีนาคม 2563) จะอยู่ที่ 59 ราย มีผู้ที่ต้องรักษาในโรงพยาบาล 24 ราย มีผู้เสียชีวิต 1 ราย ซึ่งแสดงถึงการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการรับมือวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นนี้ในระดับที่ดี รวมถึงการทุ่มเททำงานกันอย่างหนักของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
.
กระนั้น กรณีความไม่เด็ดขาดในการควบคุมกักกันตัวแรงงานผิดกฎหมายไทยจากเกาหลี(ผีน้อย) การขาดแคลนอย่างหนักและกักตุนหน้ากากอนามัยเพื่อขายเกินราคา ได้สะท้อนว่าเรายังประมาท ยังนิ่งนอนใจ ว่าเราสามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้วในระยะที่ 2 และยังเราไม่พร้อมในการยกระดับมาตรการในระยะที่ 3 ในทันที
.
สถาบันทิศทางไทยได้ระดมความคิดของแพทย์ นักวิชาการ จากหลายสาขาวิชา ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ปฏิบัติงานภาคประชาสังคม ผู้ห่วงใยต่อสถานการณ์ รวมถึงพลเมืองที่ได้ร่วมแสดงความเห็นผ่านโซเซียล ได้ร่วมกันมีข้อแนะนำเพิ่มเติมเพื่อทำให้แผนการและนโยบายรับมือกับวิกฤต Covid-19 มีความรัดกุม ครอบคลุม รอบด้านมากยิ่งขึ้น โดยเบื้องต้นได้มุ่งความสำคัญไปยัง 3 ประเด็นใหญ่ คือ
1. การทำแผนหรือแบบจำลองการระบาดในประเทศ (Thailand Pandamic Model) ที่ชัดเจน
2. การเตรียมแผนด้านการแพทย์ (Hospital Planninng) ถ้าเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน
3. การเตรียมแผนฉุกเฉินช่วยเหลือผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อผู้มีรายได้น้อย
.
1. การทำแผนหรือแบบจำลองการระบาดในประเทศ (Thailand Pandamic Model)
.
ตามแบบจำลองคณิตศาสตร์ของ Australian National University (Business Insider. 5 March 2020) ในกรณีที่เลวร้ายน้อยที่สุดจะมีประชากรโลกติดเชื้อ Covid-19 ประมาณ 6% (500 ล้านคน) ภายใน 2 ปี ในกรณีที่เลวร้ายมากที่สุดจะมีประชากรโลกติดเชื้อ Covid l-19 ประมาณ 31%(2,330 ล้านคน) ภายใน2 ปี ส่วน แบบจำลองของมหาวิทยาลัย Harvard ประมาณการณ์ประชากรผู้ใหญ่ติดเชื้อทั่วโลกอยู่ที่ 40-70%
.
สำหรับการคาดการณ์ 3 ฉากทัศน์ (scenario) ในประเทศไทย (อ้างใน นายแพทย์ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา. 10 มีนาคม 2563)
1. ในกรณีที่มีการแพร่ระบาดรุนแรง (ควบคุมไม่ได้) จะมีผู้ติดเชื้อ 48.4% ของประชากร (16.7 ล้านคนภายใน 1 ปี)
2. ในกรณีที่มีการชะลอการแพร่ระบาดได้ จะมีผู้ติดเชื้อ 14% ประชากรไทย (9.9 ล้านคนภายใน 2 ปี)
3. ในกรณีที่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ จะมีผู้ป่วยได้รับเชื้อ 0.5% ประชากรไทย (4 แสนคนภายใน 2 ปี)
.
แม้แบบจำลองเหล่านี้จะเป็นการคาดการณ์ทางคณิตศาสตร์ในกรณีที่การรับมือล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่ตัวเลขที่ปรากฏตามจริง แต่เป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อการประเมินสถานการณ์และความรุนแรงทั้งในกรณีที่เลวร้ายน้อยที่สุดและเลวร้ายมากที่สุด ไปจนถึงระยะเวลาของวิกฤตที่จะเกิดขึ้น คือ 24เดือนเป็นอย่างน้อย ซึ่ง
.
1.1 การประเมินผลกระทบร่วมไปกับวิกฤตด้านอื่นๆโดยเฉพาะ วิกฤตภัยแล้ง ที่มีอยู่แล้วเพื่อให้การรับมือและบริหารวิกฤตดำเนินไปอย่างเป็นบูรณาการมากที่สุด
1.2 การกำหนดพื้นที่ ที่มีทั้งการระบาดของเชื้อและพื้นที่ประสบภัยแล้ง เป็นพื้นที่วิกฤตที่ต้องได้รับความช่วยเหลือเป็นอันดับแรก
1.3 การกำหนดงบประมาณจากงบกลางเพื่อฟื้นฟู “แหวนพึ่งตนเอง” (independent ring) ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงในช่วง 24 เดือนนี้
.
2. การเตรียมแผนด้านการแพทย์ (Hospital Planninng) ในสถานการณ์ฉุกเฉิน
.
ตามสถิติพบว่า ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง ต้องแยกรักษาพยาบาลเป็นพิเศษ จะอยู่ที่ 6-10% ของผู้ที่มีการติดเชื้อ ดังนั้นในประเทศไทย
.
1. ในกรณีควบคุมไม่ได้อาจจะมีผู้ที่มีอาการรุนแรง 1.6 ล้านคน ภายใน 1 ปี
2. ในกรณีที่ชะลอได้อาจจะมีผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง 1 ล้านคน ภายใน 2 ปี
3. ในกรณีที่ควบคุมได้อาจมีผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง 40,000 คน ภายใน 2 ปี
.
ประเทศไทยมีจำนวนเตียงในโรงพยาบาลรัฐ มีทั้งหมด 122,470 เตียง (สัดส่วนเตียง 1.9 : 1,000 คนต่อประชากร) และจำนวนเตียงในสถานพยาบาลภาคเอกชนจำนวน 34,602 เตียง (สัดส่วนเตียง 0.5 : 1,000 คนต่อประชากร) รวมเป็น 157,027 เตียง (สัดส่วนเตียง 2.4 : 1,000 คนต่อประชากร)
.
สมมุติว่าเตียงเหล่านี้มีคนไข้อยู่แล้ว 65% จะเหลือเตียง 54,954 เตียง (และไม่ทั้งหมดที่สามารถใช้รักษาพยาบาลได้)
.
นอกจากนี้การ(แยก)รักษาพยาบาลใช้ระยะเวลาประมาณ 2 อาทิตย์โดยเฉลี่ย และ มีแพทย์ดูแลแบบ 1:1
.
จำนวนบุคลากรทางการแพทย์ในประเทศไทยมีทั้งหมด เป็นแพทย์ 36,938 คน เป็นพยาบาลวิชาชีพ 165,541 คน (เป็นแพทย์ใน กทม. 9,273 คน เป็นพยาบาลใน กทม. 33,204 คน) (และคงไม่ใช่แพทย์ทุกคนที่สามารถดูแลได้)
.
นั่นไม่ต้องนับรวมไปถึง จำนวนอุปกรณ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ฯลฯ ที่เป็นปัญหาไปแล้ว ดังกรณีหน้ากากอนามัยขาดแคลนอย่างหนักไปแล้ว
.
อันแสดงให้เห็นถึง “เพดาน” อันเป็นข้อจำกัดเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลที่ประเทศไทยเรามีรวมถึงค่ารักษาพยาบาล(ตามจริง) ที่ตกประมาณ 80,000 บาทเป็นอย่างต่ำ/คน
.
ในวันที่ 11 มีนาคม 2563 รัฐบาลได้ประกาศยกระดับมาตรการรับมือการแพร่ระบาดในระยะ 3 แล้ว โดยการสั่งยกเลิกศูนย์กักกันรวม(State Quarantine) ของกองทัพ 200 แห่งทั่วประเทศ และสั่งการให้มีมาตรการของรัฐในการกักกันที่ภูมิลำเนา (State Monitored Home Quarantine) โดยให้อำนาจสั่งการกับผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ สาธารณสุขจังหวัด หรือ ผู้ที่ รมว.สาธารณสุขเห็นว่ามีความเหมาะสม รวมถึงการให้อำนาจแต่งตั้งเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อในพื้นที่ รวมถึงการประกาศยกเลิก Visa on Arrival ใน 17ประเทศ 1เขตเศรษฐกิจ และFree Visa ของ 4 ประเทศที่มีความเสี่ยงสูง
.
ในการยกระดับมาตรการเช่นนี้ รัฐบาลย่อมตระหนักแล้วว่า แพทย์-พยาบาล ถือว่าเป็น “ทัพหน้า” ของการสู้รบกับเชื้อไวรัส Covid-19 ในครั้งนี้และจะขาดเสียมิได้ถ้าเกิดกรณีฉุกเฉินที่ทำให้สถานการณ์แพร่ระบาดเปลี่ยนจากระยะที่ 2 เป็นระยะที่ 3 อย่างรวดเร็ว ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีแผนสนับสนุนและงบประมาณกลางเพื่อสนับสนุนทัพหน้าจนกว่าจะพิชิตสงครามโรคระบาดเสร็จตลอด 24 เดือนข้างหน้า
.
3. การเตรียมแผนฉุกเฉินช่วยเหลือผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อผู้มีรายได้น้อย
.
ในวันที่ 10 มีนาคม 2563 คณะรัฐมนตรีอนุมัติมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อลดผลกระทบที่เกิดจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในระยะที่ 1 เช่น มาตรการพักเงินต้น, มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้, มาตรการคืนสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ, มาตรการลดภาระดอกเบี้ยของผู้ประกอบการ รวมถึงมาตรการบรรเทาภาระค่าน้ำค่าไฟ, มาตรการสิทธิลดหย่อนภาษีชั่วคราวจากการซื้อกองทุน SSF นั้น มาตรการเหล่านี้เป็นเรื่องดีแต่มุ่งช่วยเหลือ “ผู้ประกอบการ” เป็นสำคัญโดยอาจไม่ได้คำนึงถึง ชาวบ้านที่ “หาเช้ากินค่ำ” มีรายได้แบบวันต่อวัน ที่จะได้รับผลกระทบในทันที 2.1 ล้านคน โดยเฉพาะ
.
3.1 คนขับแท็กซี่ 80,138 คน
3.2 คนขับรถสี่ล้อเล็ก และรถกะป๊อ 5,276 คน
3.3 คนขับรถมอเตอร์ไซด์รับจ้าง 89,292 คน
3.4 ผู้ค้า-แผงค้าในตลาด 1,286,618 คน
3.5 หาบเร่หรือแผงลอย 564,039 คน
3.6 รถจำหน่ายอาหารเคลื่อนที่ + รถพุ่มพวง 90,437 คน
.
ซึ่งส่วนใหญ่ของผู้ได้รับผลกระทบในกลุ่มนี้จะมีรายได้แบบวันต่อวัน และอาจเป็นผู้ที่มีหนี้นอกระบบอยู่แล้วถึง 1.26 ล้านคน (ข้อมูลบัตรคนจน ปี 2560) เพราะมีรายจ่ายที่ต้องจ่ายทุกวันตั้งแต่อาหารประทังชีวิต ไปจนถึง การผ่อนอุปกรณ์ที่ใช้ทำมาหากิน รวมทั้งหนี้นอกระบบที่ต้องจ่ายอยู่แล้วเป็นรายวันสำหรับบางราย คนกลุ่มนี้คือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนที่จะประคับประคองให้กลุ่มที่มีรายได้วันต่อวันสามารถดำเนินผ่านช่วงวิกฤตไปได้เหมือนกับประชาชนกลุ่มอื่นๆ เช่น กลุ่มผู้มีงานประจำ กลุ่มผู้ประกอบการ อันอาจช่วยยับยั้งภาวะความโกลาหล การแย่งชิงอาหาร และปัญหาอาชญากรรมที่อาจเกิดตามมาได้หากไม่มีการดำเนินการใดๆ
.
ข้อเสนอของสถาบันทิศทางไทยเบื้องต้นเพื่อเป็นแนวทางศึกษาลงภาคปฏิบัติ เรื่อง “การตั้งกองทุนนาโนไฟแนนซ์ฉุกเฉินเพื่อรับมือ Covid-19” เพื่อให้ผู้มีรายได้แบบวันต่อวันได้กู้ยืมในเงื่อนไขดอกเบี้ยต่ำหรือปลอดดอกเบี้ยในระยะเวลาที่กำหนด โดยให้ผู้ที่ขอรับความช่วยเหลือลงทะเบียนผ่าน 878 อำเภอทั่วประเทศ และ 50 เขตของกรุงเทพมหานคร ซึ่งน่าจะดำเนินการได้เสร็จสิ้นไม่เกิน 15 วัน เป็นต้น
.
ทั้งนี้ รัฐบาลพึงต้องตระหนักว่า “แม้จะมีระบบบริหารจัดการที่ดีแค่ไหน แต่เมื่อเกิดการระบาดสูงถึงจุดหนึ่งก็จะรับมือไม่ไหว และจะเกิดความมั่ว โกลาหล สับสน อลหม่าน” เช่น สถานการณ์ในอิตาลี ที่รัฐบาลอิตาลีล้มเหลวในการยกระดับมาตรการฉุกเฉินล่าช้าเกินไปแบบวัวหายล้อมคอก เพราะที่ผ่านมาทั้งรัฐบาลอิตาลีและสังคมอิตาลีไม่ตื่นตัวมากพอและไม่ตระหนักมากพอถึงความร้ายแรงของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้สถานการณ์รับมือโควิด-19 ในอิตาลีตึงเครียดมาก เพราะจวนขาดแคลนบุคลากรและอุปกรณ์ทางการแพทย์เต็มที เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการสื่อสารและความเชื่อมั่นที่ทั้งประเทศมีต่อยุทธศาสตร์ นโยบาย และมาตรการต่างๆ รัฐบาลต้องทำให้สังคมไทยทั้งหมดเข้าใจตรงกันให้ได้ว่า เราจะอยู่ใน “ภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ” แบบนี้ไปอีก 2 ปีเต็ม
.
เพราะฉะนั้นรัฐต้องใช้การบริหารวิกฤต (Crisis Management) ในการบริหารประเทศ และสังคมไทยทุกภาคส่วนก็ต้องให้ความร่วมมือกับภาครัฐอย่างแข็งขันเช่นกัน
.
ด้วยจิตคารวะ
.
สถาบันทิศทางไทย

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!