รัฐบาลสหรัฐฯ ทุ่มเงินไม่อั้น กว้านซื้อ “ยาเรมเดซิเวีย” ไปใช้รักษาผู้ป่วยโควิด-19 งานนี้หลายชาติวิจารณ์เพียบ อนาคตส่อแววขาดตลาด

0

จากกรณีที่สำนักงานอาหารและยาของสหรัฐฯ หรือ FDA ประกาศถอนการอนุญาตให้ใช้ยารักษาโรคมาลาเรีย ไฮดร็อกซีคลอโรควีน (Hydroxychloroquine) และ คลอโรควีน (Chloroquine) ในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 กรณีฉุกเฉิน ท่ามกลางหลักฐานที่เพิ่มขึ้นว่ายาดังกล่าวใช้ไม่ได้ผล และมีผลข้างเคียงที่อันตรายถึงแก่ชีวิต

แม้ว่าก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะออกมาสนับสนุนอย่างเปิดเผยให้ใช้ยานี้ในการรักษาผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ แต่ FDA ยืนยันในวันจันทร์ที่ 15 มิ.ย.63 ที่ผ่านมาว่า ยาทั้งสองชนิดนี้ไม่มีประสิทธิภาพในการรักษาเชื้อโควิด-19 และประโยชน์ที่จะได้จากยานี้ยังไม่แน่ชัด ในขณะที่มีหลักฐานว่าอาจสร้างความเสี่ยงมากกว่า ที่ผ่านมายาไฮดร็อกซีคลอโรควีน และยาคลอโรควีน ถูกใช้ในการรักษาโรคมาลาเรีย รวมทั้งโรคลูปัสและไขข้ออักเสบเรื้อรัง แต่อาจก่อผลข้างเคียงต่อการเต้นของหัวใจ ทำให้ความดันโลหิตต่ำ หรืออาจทำลายกล้ามเนื้อและเส้นประสาทได้

ต่อมามีรายงานผลวิจัยจากผู้เชี่ยวชาญในประเทศอังกฤษ ระบุว่า งานวิจัยเบื้องต้นซึ่งทีมวิจัยเพิ่งรวบรวมเสร็จและยังไม่ได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบโดยคณะผู้เชี่ยวชาญเพื่อตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ เป็นสิ่งที่ผู้ที่เกี่ยวข้องเรียกว่า เป็นความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ครั้งสำคัญ

ข้อมูลจากศูนย์ทดสอบ Recovery Trial ที่ค้นคว้าหายารักษาโควิด-19 เปิดเผยว่า ในการวิจัยครั้งนี้ ทีมงานได้สุ่มจ่ายยาเดกซาเมทาโซน ให้กับผู้ป่วยที่รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลจำนวน 2,100 คนซึ่งต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ในปริมาณที่ต่ำติดต่อกัน 10วัน ก่อนที่จะนำผลการวิจัยที่ได้ไปเทียบกับผู้ป่วยในโรงพยาบาลราว 4,300 คนที่มีอาการคล้ายกันและได้รับการรักษาแบบมาตรฐาน ก่อนจะพบว่าการใช้ยาสเตอรอยด์ตัวนี้ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ถึง 1 ใน 3 ทีมวิจัยยังพบด้วยว่า ยาตัวนี้ใช้ไม่ได้ผลกับผู้ป่วยโควิด-19 ที่ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการทำงานของปอด หรือผู้ที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเครื่องช่วยหายใจหรือการรับออกซิเจนเพิ่ม

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : “นักวิจัยอังกฤษ” เปิดเผยผลทดลอง “ยาเดกซาเมทาโซน” ใช้รักษาคนไข้โควิดเคสหนัก ๆ ได้

ล่าสุดมีรายงานว่าทางด้านรัฐบาลสหรัฐฯ ได้วางแผนจะดำเนินการ นำยาเรมเดซิเวียร์ มาใช้ในการรักษาโควิด-19 โดยได้ลงมติทุ่มเงินซื้อยาเรมเดซิเวียร์จำนวน 500,000 โดสจากบริษัทกิเลียด (Gilead) ผู้ผลิตยาสัญชาติอเมริกัน เพื่อไปกักตุนเป็นยาสำหรับรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 ในสหรัฐฯ เท่านั้น

โดยต่อมามีกระแสจากหลายฝ่ายวิจารณ์ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ มีท่าทีที่เห็นแก่ตัวมากเกินไป เนื่องจากการสั่งซื้อยาจำนวนมากขนาดนั้น อาจส่งผลให้ประเทศอื่นขาดแคลนยาดังกล่าว ซึ่งมีความจำเป็นต่อการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 เช่นกัน
ลามมาถึงในโลกออนไลน์ทั้งไทยและต่างประเทศ ที่ออกความเห็นว่า สหรัฐฯทำเกินไป ออกแนวเห็นแก่ตัวหรือไม่ แต่ก็พอเข้าใจได้ว่าประเทศเขารับมือหนักสุด มีผู้ป่วยเยอะมาก บางคนก็บอกว่า ยาตัวนี้ผลิตในอเมริกา เขาจึงมีสิทธิ์จะกักตุน

อย่างไรก็ตาม ตัวยา “เรมเดซิเวียร์ ” เดิมมีสรรพคุณรักษาโรคอีโบลา แต่จากการทดลองนำยาดังกล่าวมารักษาผู้ป่วยโควิด-19 พบว่า ยาชนิดนี้ให้ผลดี ผู้ป่วยหลายคนอาการดีขึ้นในเวลาอันสั้น การออกฤทธิ์ที่ได้ผล ทำให้ยาเรมเดซิเวียร์ได้รับการรับรองจากหลายประเทศให้สามารถรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 ได้ หนึ่งในนั้นคือรัฐบาลสหรัฐฯ ที่อนุญาตให้ใช้ยาชนิดนี้ในกรณีฉุกเฉินตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ปัจจุบันยาเรมเดซิเวียร์ถูกผลิตในสหรัฐฯ เท่านั้น ซึ่งอาจจะมีแนวโน้มขาดตลาดได้ในอนาคต เพราะผู้ติดเชื้อโซนยุโรปยังรับมือหนักอยู่ไม่น้อย