ดร.นิวค้านรัฐแจกเงิน ชี้ปท.เจริญแล้วต้องให้ปชช.พึ่งตนเอง

0

จากกรณีวันนี้(6มี.ค.63) ดร.ศุภณัฐ อภิญญาณ หรือ “ดร.นิว” นักวิจัยภายใต้สถาบันวิจัย MAST Center และ คณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ University of Arkansas ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Suphanat Aphinyan ระบุ ไม่เคยเห็นด้วยกับการแจกเงิน

พอได้แล้วครับ…สิ่งที่คุณต้องทำคือสอนให้ประชาชนรู้จักวางแผนการใช้จ่าย และวางแผนการเงินไว้ใช้หลังเกษียณ

นี่เป็นการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนที่สุด คือให้ประชาชนพึ่งตนเอง ไม่เป็นภาระของใคร และแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน รวมถึงความยากจนได้ด้วย

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

ประเทศที่เจริญแล้วทั่วโลกเขาทำกันแบบนี้ หลักการเดียวกับเศรษฐกิจพอเพียงแท้ๆ เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศชาติและสังคม

อีกอย่างรัฐเองก็ต้องเข้าไปควบคุมธุรกิจที่หารายได้จากหนี้สินของประชาชนด้วย บัตรเครดิตต้องขอยากๆ ไม่ใช่แจกกันง่ายๆซึ่งเท่ากับส่งเสริมให้ประชาชนสร้างหนี้อย่างไม่รู้เท่าทันถ้าไม่รู้จักวิธีใช้บัตรเครดิตที่ถูกต้อง อย่างน้อยต้องมีขั้นต่ำของรายได้ที่เหมาะสม ตอนผมเรียนอยู่ที่สิงคโปร์ ต้องมีเงินเดือนขั้นต่ำ 2,500 SGD หรือราว 57,000 บาท ถึงจะขอบัตรเครดิตได้

ขณะวันเดียวกันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจว่า ขณะนี้กำลังพิจารณากันว่าจะแจกเงินช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 กันอย่างไร ซึ่งต้องดูรายละเอียดให้รอบคอบ ว่ารายได้เป็นอย่างไร มีกลุ่มใดบ้างและเงินรายได้นั้นมาจากไหน โดยจะให้เงินช่วยเหลือในระยะเวลา 2 เดือน ถือเป็นการช่วยเหลือชั่วคราว แต่ยังมีอีกหลายประเด็นทั้งในภาคประชาชน ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี มาตรการทางภาษีและการเงินการคลังต่างๆ ซึ่งจะมีอีกหลายมาตรการที่จะตอบรับตรงนี้ ที่ต้องเตรียมความพร้อมไว้ และต้องแยกแยะให้ออกว่าอะไรคือมาตรการเร่งด่วนและอะไรคือมาตรการชั่วคราว 2 เดือน และบางส่วนก็อยู่ในการทำงานของรัฐบาลอยู่แล้ว ซึ่งเป็นการบริหารภายในกรม กองต่างๆ ก็จะเอามาเสริมในตรงนี้ และนี่เป็นเพียงมาตรการบรรเทาผลกระทบจากโควิด-19 นอกจากนี้ยังมีมาตรการรองรับอีกอย่างหนึ่งคือ ในเรื่องของภัยแล้งว่าอะไรที่ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมก็ต้องพิจารณาโดยรวมทั้งหมด

ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวอีกว่า ในส่วนมาตรการให้เงินประชาชนนั้น ถ้าเราดูต่างประเทศก็ทำเช่นนี้ แต่เราคงไม่ทำมากขนาดนั้น สิ่งที่เราทำวันนี้ไม่ใช่เพียงแค่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่ต้องมีการขึ้นบัญชีและมีการขึ้นทะเบียนใหม่ไปถึงประชาชนกลุ่มอื่นๆด้วย ซึ่งมีหลายๆอย่าง ขอให้เข้าใจตรงนี้ด้วยและต้องทำให้ครบถ้วน มากบ้างน้อยบ้างก็ต้องยอมรับ เพราะในช่วง 2 เดือนนี้มันคือปัญหา ส่วนในเรื่องของการท่องเที่ยววันนี้ก็มีข้อมูลมากพอสมควรที่ลดลงไป เราก็ต้องเข้าไปช่วยเหลือผู้ประกอบการบ้าง ส่วนหนึ่งก็ต้องช่วยเหลือในเรื่องของการจัดการประชุมตามโรงแรมต่างๆที่มีรายได้ลดลง ในเรื่องการกู้เงินดอกเบี้ยต่ำ(ซอฟท์โลน) ก็จะมีรายละเอียดเพิ่มเติมอยู่แล้ว

“ขอให้แยกแยะให้ออก ถ้าโจมตีทุกเรื่องมันก็ไปกันไม่ได้ ขอให้เข้าใจมาตรการระยะสั้นแค่ 2 เดือนเอง ไม่ใช่แจกไปเรื่อยเปื่อยและไม่ใช่ว่ารัฐบาลนี้ดีแต่แจกเงิน ช่วงนี้เราต้องเห็นใจผู้มีรายได้น้อยด้วย เพราะเขาไม่มีรายได้ โดยเฉพาะผู้ประกอบการข้างล่างผู้ค้าขาย ร้านเล็กๆที่ขายอาหารต่างๆ กลุ่มพวกนี้ เราต้องดูอีกส่วนนอกเหนือจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการแจกเงินคนละจำนวนเท่าไหร่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ก็ไม่เกินคนละ 1,000 ละมั้ง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดูอยู่”

นอกจากนี้เมื่อถามว่าในระยะเวลา 2 เดือนแจก 1,000 บาท ทีเดียวหรือจะทยอยแจก พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า อยู่ระหว่างการหารือว่าจะทยอยแจกได้อย่างไร เพราะอันแรกที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้น เป็นการขึ้นทะเบียนโดยคำนวณจากรายได้ ซึ่งวันนี้เราต้องมาดูในส่วนที่ได้รับผลกระทบแต่ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะช่วยเหลือวิธีใดก็ต้องแบ่งไปให้อีกทางหนึ่ง สรุปว่าก็ต้องให้คนละ 1,000 บาท นั่นแหละ

เมื่อถามว่าตัวเลขผู้ที่จะได้รับเงินในส่วนนี้มีประมาณเท่าไร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า กำลังหาข้อมูลกันอยู่ แต่ก็หลายล้านคน ซึ่งก็เป็นเงินทั้งนั้น

อย่างไรก็ตาม ถามย้ำว่าเกิน 10 ล้านคนหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว โดยกล่าวว่า “ทั้งหมดเป็นเงินทั้งนั้น วันนี้ประชุมกันตั้งแต่เช้าไม่รู้กี่ชั่วโมง มันไม่ง่ายนักหรอก ไม่ใช่ว่าจะมากล่าวหารัฐบาลทำอะไรไม่เป็นก็แจกเงินทั้งหมด มันเป็นคนละเรื่องเลย ไปถามประชาชนที่เขาเดือดร้อนบ้าง วานนี้ผมก็ได้พบปะประชาชนเกือบทุกกลุ่ม วันนี้มาตรการรวมจึงจะได้ออกมาในตรงนี้ไปก่อน ถ้า 2 เดือนแล้วยังมีปัญหาอีกก็ค่อยว่ากันต่อไปเป็นระยะๆ ขอให้ไว้ใจกันบ้าง นายกรัฐมนตรีพร้อมที่จะนำพาประเทศไทยของเราให้ผ่านพ้นวิกฤตต่างๆ เหล่านี้ไปให้ได้ ขอยืนยันอย่างแท้จริงว่า ผมและครม.ทุกคน พร้อมที่จะนำพาพวกเราให้ผ่านพ้นวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยขณะนี้ไปให้ได้ จึงขอให้ทุกคนช่วยกันร่วมมือกัน เมื่อวันที่ 5 มี.ค.ประชาชนได้ขอให้สื่อที่ลงพาดหัวร้ายแรง ในอนาคตข้างหน้าลดๆลงหน่อย เพราะพออ่านข่าวก็ห่อเหี่ยวไปเหมือนกัน ทำให้คนไม่ซื้อของ ประชาชนพูดผ่านผมมาแบบนี้ ผมไม่ได้พูดเอง ไม่เคยทะเลาะกับสื่อเลย”