คนรุ่นใหม่ๆต้องฟัง บทเรียนชีวิตจากรุ่นพี่นักต่อสู้การเมือง “จตุพร”ขีดเส้นใต้ อย่ายุ่งเกี่ยวสถาบันกษัตริย์

0

มีให้เห็นอยู่เป็นเนืองๆ สำหรับกระแสปลุกม็อบเชิญประชาชน คนรุ่นใหม่ ให้ออกมาลงเดินบนถนนเพื่อต่อต้านรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่ที่น่าเป็นกังวลอย่างยิ่งการต่อต้านรัฐบาลครั้งนี้ กลับเลยเถิดไปไกล เมื่อมีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งฉวยโอกาสดึงสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาอยู่ในวังวนความขัดแย้งนี้ด้วย

แกนนำมีชื่ออย่าง “จตุพร พรหมพันธุ์ ”ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)  ผู้ที่แสดงออกจุดยืนอย่างชัดเจนตรงไปตรงมา เมื่อเร็วๆมานี้ “จตุพร”ได้ส่งเสียงเตือนไปถึงการดึงสถาบันพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้องกับประเด็นและความขัดแย้งในทางการเมืองอยู่ขณะนี้

จตุพร พรหมพันธุ์

โดยเขากล่าวว่า… “ขอเตือนบรรดาหมู่มิตรและนักเคลื่อนไหวทั้งหลายว่า การขับเคลื่อนทางการเมืองในฐานะคนเคยผ่านทาง จะต้องขีดเส้นใต้ให้ได้ ว่าเอาเฉพาะเรื่องสามัญชนเป็นเรื่องของประชาชนไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายใดเราสามารถวิพากษ์วิจารณ์ในฐานะประชาชน แต่ต้องละเว้นและต้องไม่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะจะเป็นจุดที่เปราะบางและจะเกิดเรื่องต่างๆมากมาย

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

ดังนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่อยากส่งเสียงดังๆ ว่าการเคลื่อนไหวการแสดงออกทางการเมืองนั้นต้องเป็นเรื่องของประชาชนกับประชาชน ไม่ใช่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์

หากการเคลื่อนไหวในลักษณะอย่างนี้ในส่วนเฉพาะประชาชนเราจะมีภูมิต้านทาน แต่หากไม่รู้จักการขีดเส้น ท้ายที่สุดนำไปสู่ความพ่ายแพ้และหายนะซึ่งตนก็ไม่ต้องอธิบายว่าอะไรจะเกิดขึ้นเพียงแต่มุมมอง ณ ขณะนี้เราต้องระมัดระวัง เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือองคาพยพคือประชาชนที่ได้ร่วมทางในการต่อสู้ ดังนั้นในฐานะคนผ่านทางขอเตือนด้วยความห่วงใย”

จตุพร พรหมพันธุ์ ช่วงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ’35

หากย้อนประวัติความเป็นมาของ “จตุพร” ได้แจ้งเกิดทางการเมืองจากการเป็นผู้นำนักศึกษาช่วงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ’35 เมื่อเกิดการปราบปรามผู้ชุมนุมที่ ถนนราชดำเนิน และผู้ชุมนุมย้ายไปปักหลักที่รามคำแหง โดยมี“จตุพร” เป็นหนึ่งในแกนนำขึ้นเวทีปราศรัยด้วย  “จตุพร”  ทำงานการเมืองโดยมีกลุ่มนักศึกษารามคำแหง พรรคศรัทธาธรรมที่ตัวเองเป็นผู้ก่อตั้ง จึงมีชื่อที่รู้จักกันดีในสมัยเรียนว่า ตู่ ศรัทธาธรรม เป็นฐานกำลังคอยเคลื่อนไหว  จนได้มีโอกาสใกล้ชิดกับ”ภูมิธรรม เวชยชัย”

จตุพร” เคยดำรงตำแหน่งเป็นเลขานุการของประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สมัยรัฐบาลทักษิณ 1 ต่อมาเข้าร่วมเป็น 1 ใน 8 แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ที่เคลื่อนไหวต่อต้าน คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ต่อมาได้เข้าสังกัดกับพรรคพลังประชาชนพร้อมกับลงรับสมัคร ส.ส.

ในปี 51 “จตุพร” เป็นหนึ่งในพิธีกรรายการ ความจริงวันนี้ ร่วมกับวีระ มุสิกพงศ์ และณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เพื่อตอบโต้การเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ หลังการยุบพรรคพลังประชาชน และการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ “จตุพร” ทำหน้าที่สมาชิกฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และยังคงร่วมงานกับกลุ่ม นปช. อย่างต่อเนื่อง  เขามีบทบาทสำคัญโดยเฉพาะบนเวทีชุมนุม แดงทั้งแผ่นดิน 53 และถูกดำเนินคดีมากมาย ซึ่งจนถึงบัดนี้บางคดีก็ยังไม่สิ้นสุด โดยเฉพาะคดี บุกบ้านพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรี ที่ตกเป็นจำเลยในสำนวนที่ 2   โดย เมื่อ 26 มิ.ย. 63 หลังศาลอาญาอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา โดยพิพากษาให้มีความผิดตามศาลอุทธรณ์ และให้จำคุกจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4-7 เป็นเวลา 2 ปี 8 เดือน พร้อมระบุเหตุผลว่า การกลับคำให้การเป็นรับสารภาพนั้นต้องทำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จะต้องกระทำในศาลชั้นต้น ไม่ใช่ในชั้นฎีกา จากคำพิพากษาดังกล่าว ส่งผลให้จำเลยทั้ง 5 คน ประกอบด้วย นพรุจ, วีระกานต์, ณัฐวุฒิ, วิภูแถลง และ นพ.เหวง ถูกนำตัวส่งเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครทันที

กลับมาที่ลักษณะ เฉพาะตัวของ“จตุพร” เขาเป็นที่มีความคิด เป็นตัวของตัวเองสูง แม้ที่ผ่านมาจะเคลื่อนไหว ภายใต้ปีกของ “ทักษิณ ชินวัตร” แต่ใช่ว่าจะยอมสยบใต้อาณัติไปเสียทั้งหมด ต่างจากแกนนำคนอื่นๆ “จตุพร”กล้าตอบโต้กับทักษิณ โดยเฉพาะการตอบโต้ในการชุมนุมพูดคุยของคนเสื้อแดงที่เขาใหญ่ ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่าง “จตุพร-ทักษิณ”ดูเหมือนจะเป็นไปในรูปแบบ“แนวร่วม” มากกว่าเจ้านายและลูกน้อง

น่าสนใจว่าหลังจาก “จตุพร” พ้นโทษออกจากเรือนจำเมื่อวันที่4 ส.ค. 2561 หลังจากถูกศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา เมื่อวันที่ 20 ก.ค. 60 ในคดีหมิ่นประมาท นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีปราศรัยในที่ชุมนุม นปช.ใส่ความนายอภิสิทธิ์

มุมมองของ“จตุพร” ที่แม้จะคงความเป็นผู้นำมวลชนคนเสื้อแดง ต่อต้านรัฐประหารและการบริหารประเทศโดยคสช. แต่องค์ประกอบทางความคิด หรือแนววิธีการนำเสนอความคิด กลับเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

การพูดถึงพล.อ.เปรม  ซึ่งเป็นบุคคลที่คนไทยให้ความรักและเคารพ “จตุพร”พูดถึงพล.อ.เปรมถึงแก่อสัญกรรม คนเสื้อแดงก็โห่ ฮา ด้วยความสะใจ “จตุพร” ได้ปรามแล้วได้บอกว่าต้องระลึกถึงคุณูปการของพล.อ.เปรมที่มีหลายเรื่องที่คนไทยต้องไม่ลืมโดยเฉพาะอย่างยิ่งคำประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/23 ซึ่งทำให้เกิดการยุติการต่อสู้ระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์และรัฐบาลไทย ยุติการเข่นฆ่ากันระหว่างคนไทยด้วยกันเอง ซึ่งตายในแต่ละปีจำนวนนับพัน

ต่อมา “จตุพร” พร้อมด้วยอดีตแกนนำนปช.จำนวนหนึ่ง ได้สมัคร ตัวเป็นจิตอาสา เพื่อปฏิบัติหน้าที่จิตอาสาโครงการ “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” ตามพระราชปณิธานของพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาล ที่ 10 ในการพัฒนาสังคมและสร้างสรรค์ประโยชน์ต่อชาติ บ้านเมือง

ดังนั้นการออกมาเตือนสตินักเคลื่อนไหวของ“จตุพร” ถือเป็นการสรุปบทเรียนที่ผ่านมาทั้งชีวิตในฐานะนักต่อสู้ทางการเมืองคนหนึ่ง ที่ตกผลึกบนพื้นฐานความเป็นจริงสอดคล้องของสังคมไทย หาใช่เพราะความขยาดกลัวเกรงแต่อย่างใด  โดยสรุปสั้นๆได้ว่าการต่อสู้ที่ขาดสติ ขาดข้อมูลข้อเท็จจริง….ท้ายสุดอาจนำพามาสู่หายนะก็เป็นได้