ธนาธร-(คณะ)อนาคตใหม่!!! หลงตัวเอง ไร้ประสบการณ์ บิดเบือน อันตราย???

0

1.หลงตัวเอง

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และพวกในพรรคอนาคตใหม่ ได้รับแนวคิดและวิธีคิดประชาธิปไตยแบบตะวันตก  มีทั้งความคิดเป็นปฏิกษัตริย์นิยมปราศจากเหตุผล โดยในการตัดสินใจตั้งพรรคการเมืองนั้น ไม่ใช่เพื่อเข้ามาบริหารประเทศอันเป็นเหตุผลหลัก แต่เพื่อทำขบวนการเคลื่อนไหวรับใช้ความคิดอย่างที่ตัวธนาธรเคยพูดเอาไว้อย่างชัดแจ้งในหนังสือ ” Portrait ธนาธร” ที่วรพจน์ พันธุ์พงศ์ สัมภาษณ์นายธนาธรทำเป็นหนังสือออกมาเมื่อช่วงเดือนตุลาคม 2560 ก่อนที่นายธนาธรจะร่วมกับนายปิยบุตร แสงกนกกุล ตั้งพรรคอนาคตใหม่เมื่อวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2561

นั่นคือความชัดเจนในแนวความคิดของนายธนาธร ว่าจะเข้ามาทำการเมืองเพื่ออะไร เพราะเจ้าตัวได้บอกออกมาก่อนหน้านั้นผ่าน Portrait ธนาธร นั่นเอง

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

“ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด เป้าหมายสูงสุดคือการเปลี่ยนประเทศ” (หน้า 270)

ซึ่งนี่จึงเป็นการแสดงความชัดเจนว่านายธนาธร มีความคิดของตัวเอง ไม่ได้เข้ามาเล่นการเมืองเพื่อบริหารประเทศแต่เพื่อรับใช้อุดมการณ์ตามความในหนังสือ Portrait ธนาธร

ธนาธรมองว่า คุณสมบัติสำคัญของผู้นำประเทศ คือต้องมีเจตจำนงทางการเมืองเป็นหลัก เมืองไทยมีคนเก่งกว่าเขาเยอะแยะไปหมดแต่มีตัวเขาคนเดียวเท่านั้นที่มีเจตจำนงทางการเมืองที่ต้องการ “ให้ไทยออกจากวังวนของเผด็จการ วังวนของอำนาจนิยมที่รับใช้ชนชั้นนำให้ได้” (หน้า 273)

ธนาธรไม่เคยมองว่าตำแหน่งนายกฯ คือ ลิมิตสูงสุดของตัวเขา

ธนาธรเป็นนักผจญภัย เขาต้องการท้าทายลิมิตสูงสุดของตัวเขาเองในทุกเรื่อง

ในฐานะผู้นำทางการเมือง ธนาธรมุ่งเป้าไปที่การทำให้ตัวเขา “มีอำนาจมากพอที่จะไปต่อรอง (กับ)××××”

(หน้า 277)

ทำไมถึงต้องกล่าวว่านายธนาธรหลงตัวเอง จากที่ไปรับแนวความคิดจากตะวันตกมา อาจจะไม่เกินเลยไปนักหากจะบอกว่า เขามีความหลอกลวงเป็นที่ตั้ง ซึ่งเห็นได้จากการที่จะเข้ามาบริหารประเทศ แต่ประชาชนคนไทยกลับไม่เคยได้ยินคำพูดจากปากนายธนาธรเลยว่า เมื่อเข้ามาแล้วจะทำอะไรเพื่อชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้นอย่างไร นอกจากการสร้างวาทกรรม ประดิษฐ์คำพูด โจมตีกองทัพ วิพากษ์วิจารณ์ทหารเท่านั้น

2.ไร้ประสบการณ์???

นายธนาธร เข้ามาเคลื่อนไหวในทางการเมือง การทำพรรคอนาคตใหม่ โดยคิดว่ามีนักกฎหมายอย่างนายปิยบุตรอยู่เคียงข้างก็อุ่นใจ สร้างภาพเป็นนักปฏิวัติคนรุ่นใหม่ ประกาศเรื่องทำ Blind trust เมื่อวันที่18 มี.ค.62 ในการบริหารจัดการทรัพย์สินของหลังการเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง การทำให้ตนเองไม่เข้าไปมีส่วนยุ่งเกี่ยวกับทรัพย์สิน เพื่อแสดงออกถึงความโปร่งใสและลบข้อเคลือบแคลงใจของสาธารณะ

จากเรื่อง Blind trust นี่เองที่ไม่มีใครรู้ในการโอนหุ้นสื่ออย่างวีลัคมีเดีย ที่สำนักข่าวอิศรา ซึ่งไม่มีทำงานโดยไม่มีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ได้ไปพบว่านายธนาธร ยังไม่ได้โอนหุ้นสื่อวีลัคฯ ต่อมานายธนาธรจึงอ้างว่าได้โอนไปแล้วตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2562 ก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งเรื่องนี้ชัดเจนว่าไม่สมเหตุสมผล ว่าทำไมต้องโอนวันนี้นั่นคือ 8 ม.ค.62เพราะเป็นวันที่นายธนาธรเดินทางไปหาเสียงที่จังหวัดบุรีรัมย์ และต้องรีบกลับมาโอนหุ้นสื่อ นี่เองที่สังคมตั้งข้อสงสัยทำไมต้องรีบทำวันนี้ ทั้งที่วันอื่นๆก็สามารถทำได้อย่างสะดวก ทั้งยังอ้างหลักฐานใบเสร็จการใช้บัตร easy pass เข้าทางด่วนที่ด่านธัญบุรี ช่องทางที่ 14 ในช่วงเวลา 14.57 น.ของวันที่ 8 ม.ค.62

และในเรื่องนี้เองที่พบว่าเป็นการทำเอกสารย้อนหลัง??? โดยนายธนาธรอ้างโอนให้แม่คือนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจในวันที่ 8ม.ค.62 ต่อมานางสมพรได้ชี้แจงศาลรัฐธรรมนูญ ว่าโอนหุ้นให้หลายชาย 2 คน ในวันที่ 11 ม.ค. 62 คือ นายทวี จรุงสถิตพงศ์ หรือบี และนายปิติ จรุงสถิตพงศ์ หรือเอ เนื่องจากตนเสียดายที่ต้องปิดบริษัท วี-ลัคมีเดีย แต่ต่อมาให้หลานทั้ง 2 คนโอนหุ้นกลับมาที่ตัวเองอีกครั้ง ซึ่งเรื่องนี้เองที่ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้นายธนาธรพ้นสภาพการเป็นส.ส.เมื่อวันที่ 23 พ.ย.62

หากจะมองว่าการพ้นสภาพส.ส.ของนายธนาธร มาจากความไร้ประสบการณ์ ความสะเพร่าของตัวเองโดยแท้ในคดีถือหุ้นสื่อ ที่ถูกมองว่าเพราะลืมโอน ต่างจากกรณีการโอนถือหุ้นสื่ออีกแหล่งนั่นคือมติชนที่นายธนาธรโอนก่อนแล้ว จึงไม่เป็นปัญหาในกรณีถือหุ้นมติชน!!!

นอกจากนี้ในความไม่มีประสบการณ์ของนายธนาธร ยังมาปรากฏขึ้นอีกกับกรณีการปล่อยเงินกู้ให้พรรคอนาคตใหม่ 191.2 ล้าน ที่ทำให้นายธนาธรต้องเจอมรสุมจากความไร้ประสบการณ์อีกคดี โดยข้อมูลนี้นายธนาธรแจ้งวกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ประกาศบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของ ส.ส. เมื่อวันที่ 20 ก.ย.62

นายธนาธร แจ้งว่าได้ปล่อยกู้กับพรรคอนาคตใหม่ 2 ครั้ง โดยมี 2 สัญญา แบ่งเป็นสัญญากู้เงินที่ทำสัญญา ลงวันที่ 2 ม.ค.2562 โดยมีนายนิติพัฒน์ แต้มไพโรจน์ เหรัญญิกพรรค ปฏิบัติหน้าที่แทนหัวหน้าพรรคเป็นผู้ทำสัญญากู้ โดยมีนายปิยบุตร แสงกนกกุล และนายพุฒิพงศ์ พงศ์อเนกกุล ลงชื่อเป็นพยานในการทำสัญญากู้เงิน เป็นการกู้เงินจำนวน 161,200,000 บาท ซึ่งพรรคอนาคตใหม่ตกลงจะชำระเงินกู้ ภายใน 3ปี โดยแบ่งเป็นปีที่ 1 ชำระ 80 ล้านบาท ปีที่ 2 ชำระ 40 ล้านบาท และปีที่ 3 ชำระ 41,200,000 บาท

และครั้งที่สอง สัญญากู้เงินที่ทำสัญญา ลงวันที่ 11 เม.ย.2562 โดยมีนายนิติพัฒน์ แต้มไพโรจน์ เหรัญญิกพรรค ปฏิบัติหน้าที่แทนหัวหน้าพรรคเป็นผู้ทำสัญญากู้ โดยมีนายปิยบุตร แสงกนกกุล และนายพุฒิพงศ์ พงศ์อเนกกุล ลงชื่อเป็นพยานในการทำสัญญากู้เงิน เป็นการกู้เงินจำนวน 30 ล้านบาท ซึ่งพรรคอนาคตใหม่ตกลงจะชำระเงินกู้ภายใน 1 ปี

นายธนาธรได้แจ้งว่าในสัญญากู้เงินวันที่ 2 ม.ค.2562 พรรคอนาคตใหม่ได้ดำเนินการชำระหนี้สินบางส่วนให้แก่นายธนาธรแล้ว ส่วนสัญญากู้เงินวันที่ 11 เม.ย.2562 พรรคอนาคตใหม่เพิ่งได้รับเงินกู้จากนายธนาธรจำนวนหนึ่ง โดยได้รับเงินกู้ในวันที่สัญญา 2,700,000 บาท

3.บิดเบือน???

การปล่อยกู้ให้พรรคอนาคตใหม่ของนายธนาธร นำพามาซึ่งการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 21 ก.พ.63 โดยมีคำสั่งให้ยุบพรรคอนาคตใหม่ และตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคคนละ10ปีด้วย ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าไม่ว่าจะโดนคดีอะไร ความผิดชัดแจ้งขนาดไหน สิ่งที่ประชาชนคนไทยจะเห็นทุกครั้ง นั่นคือ หลังทำผิดกฎหมายนายธนาธร มักจะกลับมาบิดเบือนด้วยคำพูดที่ว่า เพราะตัวเองเชิดชูประชาธิปไตยจึงถูกกระทำ จากนั้นก็สร้างวาทกรรมเชื่อมโยงสถาบันระดับสูง เช่น

เมื่อวันที่ 21 ก.พ. นายธนาธร กล่าวภายหลังศาลรัฐธรรมนูญ มีมติสั่งยุบพรรคอนาคตใหม่ว่า อนาคตใหม่จัดตั้งกับกกต. เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2561 เป็นเสาหลักของประชาธิปไตยของประชาชนในระยะยาว เรากล้าพูดเรื่องการเมืองก้าวหน้า เรื่องปฏิรูปกองทัพ อยากเห็นสังคมไทยที่ก้าวหน้า ยุติรัฐราชการรวมศูนย์ ต้องการสร้างสังคมที่ทุกคนมีความเท่าทียมในชีวิตผ่านกลไกรัฐสวัสดิการ คือการหยุดยั้งการสืบทอดอำนาจ คสช. และแก้รธน.60

วันนี้พรรคถูกยุบ กรรมการบริหารถูกตัดสิทธิ แต่การเดินทางยังไม่สิ้นสุดลง ซึ่งไม่ใช่เวลา เสียใจ นี่ไม่ใช่เวลาที่จะร้องไห้ เพราะพรรคอนาคตใหม่เป็นมากกว่าพรรคการเมือง พวกเขาต้องการทำลายเรา นี่เป็นเวลาที่จะพิสูจน์ว่าเขาทำลายเราไม่ได้  แม้พวกเขาจะเหยียบเรากี่ครั้งก็ตาม” นายธนาธร กล่าวบางช่วง ซึ่งจะเห็นว่ายังคงสร้างวาทกรรมถูกกระทำ ไม่เคยยอมรับว่าตนเองทำผิดกฎหมายแม้แต่ครั้งเดียว???

4.อันตราย???

ภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ยุบพรรคอนาคตใหม่และตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรค นายธนาธร ได้แถลงตั้งคณะอนาคตใหม่ (Future Forward Movement) เป็นที่รวมตัวของกลุ่มคนที่ต้องการสืบสานอุดมการณ์ของพรรคอนาคตใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์ กลับไปเมื่อตอนที่ตั้งพรรคอนาคตใหม่ครั้งแรก นั่นคือการปักธงความคิด ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะทำให้ประชาชนเชื่อว่าประชาธิปไตยคือระบบที่ดีที่สุดของสังคมไทย

นั่นคือสิ่งที่นายธนาธร จะทำต่อไปนับจากนี้ ซึ่งจะเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่ เรื่องนี้ต้องทบทวนหลายๆครั้งที่ผ่านมา ที่สำคัญยิ่งคือความคิดที่แท้จริงของนายธนาธรว่าเข้ามาสู่การเมืองด้วยวัตถุประสงค์ใด???

ในหลายๆครั้งที่ผ่านมาจะเห็นว่านายธนาธรและพรรคอนาคตใหม่ได้จัดกิจกรรมทางการเมืองมาโดยตลอด ซึ่งนั่นคือการนัดชุมนุม แฟลชม็อบ การจัดกิจกรรมอยู่ไม่เป็น หรือกระทั่งวิ่งไล่ลุง ที่มีอีกฝั่งจัดคู่ขนานด้วย โดยในกิจกรรมที่ว่านี้ดูเหมือนจะล้มเหลวมากกว่าประสบความสำเร็จ แต่นั่นก็คือ การหยั่งกระแส การเคลื่อนไหวในลักษณะที่เรียกว่า สะสมปริมาณสู่คุณภาพนั่นคือการเคลื่อนไหวที่มีเป้าประสงค์หลัก เฉพาะอย่างยิ่งการประกาศนองเลือด การจะนำสู่ท้องถนน??? นี่เองที่ทำให้มองได้ว่าการเคลื่อนไหวนี้จะนำพาไปสู่การปะทะจากคนที่เห็นต่าง?!?

เช่นนี้ทำให้นึกไปถึงพันโท อูโก ราฟาเอล ชาเบซ ฟริอัส นักการเมืองและทหาร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลาตั้งแต่ปี 2542 อดีตผู้นำพรรคการเมืองขบวนการสาธารณรัฐที่ 5 นับแต่ก่อตั้งในปี 2540 ถึงปี 2550 ผู้นำสหพรรคสังคมนิยมเวเนซุเอลา ที่มุ่งนำการปฏิรูปสังคมนิยมไปปฏิบัติในประเทศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสังคมชื่อการปฏิวัติโบลิบาร์ที่มีการใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สภาประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม การโอนอุตสาหกรรมหลักหลายประเภทเป็นของรัฐ ตามอุดมการณ์คตินิยมแบบโบลิบาร์และ “สังคมนิยมแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 21” ของเขาเอง

อูโก ชาเบซ เป็นนายทหารยังเติร์ก  ก่อตั้งขบวนการปฏิวัติโบลิบาร์-200 (MBR-200) ขึ้นเพื่อดำเนินการโค่นล้มรัฐบาล ชาเบซนำ MBR-200 รัฐประหารเมื่อเดือนกุมภาพันธุ์ 2535 แต่ล้มเหลวถูกจำคุก เมื่อได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ ก่อตั้งพรรคการเมืองขบวนการสาธารณรัฐที่ห้าซึ่งมีอุดมการณ์สังคมประชาธิปไตย และได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีเวเนซุเอลาในปี 2541 เปลี่ยนแปลงโครงสร้างของรัฐบาลเวเนซุเอลา

ชาเบซใช้นโยบายปฏิรูปสังคมต่างๆซึ่งถูกเรียกว่าประชานิยม  เช่น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การจัดหาการรักษาพยาบาลฟรี และการอุดหนุนค่าอาหารสำหรับคนยากจน พยายามแปรรูปอุตสาหกรรมน้ำมันของประเทศให้เป็นของรัฐ จนนำมาซึ่งปัจจุบันที่ทำให้เวเนซูเอลา เผชิญปัญหาหลายอย่างโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่หลายประเทศต้องนำมาเป็นบทเรียน

อย่างไรก็ตามที่น่าสนใจเป็นสิ่งที่สังคมคนไทยควรตระหนักรับรู้ร่วมกันก็คือ หลังจากที่ชาเบซล้มเหลวในการทำรัฐประหาร ได้วางอาวุธและขอออกทีวี ซึ่งคำพูดผ่านทีวีนี้เองที่ทำให้ประชาชนชาวเวเนซูเอลาประทับใจจนทำให้เมื่อลงเลือกตั้งประธานาธิบดีก็ได้รับชัยชนะ กระนั้นประเด็นก็คือหลังจากนั้นอีกชาเบซได้ทำนโยบายประชานิยมจนอาจกล่าวได้ว่านำมาซึ่งความพินาศให้กับประเทศจนมาถึงวันนี้

เศรษฐกิจตกต่ำ เงินไร้ค่า ผู้คนอดอยาก ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟฟ้าใช้ แตกแยกทางการเมือง ! ทั้งหมดนี้่คือฝันร้ายที่เกิดขึ้นกับประเทศเวเนซุเอลาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แม้จะมีสัญญาณเตือนถึงปัญหาเศรษฐกิจ ทว่า รัฐบาลกลับไม่เลือกใช้นโยบายรัดเข็มขัด แต่ยังคงเดินหน้าอัดฉีดเงินเพื่อประชานิยม

ยิ่งเกิดภาวะเงินเฟ้อ รัฐบาลกลับยิ่งพิมพ์เงินเพิ่ม จนค่าเงิน Bolivar (โบลิวาร์) เป็นเหมือนเศษกระดาษ ในที่สุดภาวะเงินเฟ้อก็ทะลุ 80,000% ในปี 2561โดยราคาสินค้าในเวเนซุเอลาแพงขึ้นอย่างมหาศาล เมื่อเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำของชาวเวเนซุเอลาที่ได้รับประมาณเดือนละ 1.8 ล้านโบลิวาร์ หรือราว 240 บาท

จนถึงตอนนี้ปัญหาเงินเฟ้อก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะควบคุมได้ และอาจทะลุ 1 ล้านเปอร์เซ็นต์ เห็นได้จากที่มีคนออกมาโยนเงินทิ้งเกลื่อนถนน เพราะเหลือค่าเพียงแค่เศษกระดาษ ปัจจุบันประชาชนจำนวนมากต้องอดอยาก ขาดแคลนอาหารและยารักษาโรคอย่างหนัก มีคนเวเนซุเอลามากกว่า 3 ล้านคนแล้วที่เลือกอพยพออกนอกประเทศ

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับเวเนซุเอลา อาจไม่ผิดนักหากจะบอกว่า ส่วนหนึ่งมาจากชาเบซ มาจากความไร้ประสบการณ์ในการทำประชานิยม ในการนำความคิดอุดมการณ์ที่ไม่มีประสบการณ์มาบริหารประเทศ นี่สิ่งที่อันตรายต่อสังคม และจะเกิดขึ้นกับประเทศไทยหรือไม่ หากจะมีผู้นำที่ชื่อธนาธร ที่ไร้ประสบการณ์เช่นกัน?!?

ขอบันทึกข้อเท็จจริงเหล่านี้ไว้ให้ประชาชนคนไทยได้ตระหนักร่วมกัน!!!