บทเรียนสำคัญแกนนำ..นำมวลชนเดินหน้าอย่างบ้าคลั่ง 2จุดจบ ไม่หนีออกนอกประเทศ ก็ถูกจองจำ

0

บทเรียนสำคัญ ของแกนนำใน ”การนำมวลชนเดินหน้าอย่างบ้าคลั่ง” โดย รศ.ดร.แสงเทียน อยู่เถา ประธานยุทธศาสตร์วิจัยสถาบันทิศทางไทย

รศ.ดร.แสงเทียน อยู่เถา
ประธานยุทธศาสตร์วิจัยสถาบันทิศทางไทย

จากกรณี ที่ศาลอาญาอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีชุมนุมปิดล้อมบ้านพักสี่เสาเทเวศร์ของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เมื่อปี ๒๕๕๐ หมายเลขดำ อ.๓๕๓๑/๒๕๕๒ ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา ๑๐ เป็นโจทก์ฟ้องนายนพรุจ หรือนพรุฒ วรชิตวุฒิกุล อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว ๒๐๐๖ นายวีระศักดิ์ เหมะธุลิน นายวันชัย นาพุทธา นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท และ นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. เป็นจำเลยที่ ๑-๗ ในความผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ ๑๐ คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองฯ

กรณีเมื่อวันที่ ๒๒ ก.ค.๒๕๕๐ แกนนำและแนวร่วม นปช. นำขบวนผู้ชุมนุมหลายพันคน จากเวทีปราศรัยเคลื่อนที่สนามหลวง ไปยังบ้านพักสี่เสาเทเวศร์ โดยมีความ เห็นพ้องกับที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นจำคุกจำเลยทั้งหมดคนละ ๒ ปี ๘ เดือน (เนชั่นสุดสัปดาห์, ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๓)

กลุ่มที่ต่อสู้และเคลื่อนมวลชนเชื่อว่าประธานองคมนตรีเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการก่อรัฐประหาร วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ มีการเคลื่อนขบวนมวลชนเพื่อยกระดับของการชุมนุมไปที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ จนเกิดความตึงเครียดมากขึ้น โดยเฉพาะการปราศรัย จากแกนนำ “นปก.” โดยใช้เครื่องขยายเสียงขนาดใหญ่ที่ถูกติดตั้งไว้บนรถบรรทุก โจมตีผู้เกี่ยวข้องกับการทำรัฐประหาร โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ พยายามเจรจาให้ยุติการชุมนุม ไปจนถึงการใช้แก๊สน้ำตา แต่กลับไม่ทำให้สถานการณ์ชุมนุมยุติลง

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

โดยเหตุการณ์เริ่มบานปลายมากขึ้นมีเหตุปะทะของมวลชนกับเจ้าหน้าที่ ทำให้ ได้รับบาดเจ็บหลายราย จนในที่สุดเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าจับกุมนายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล แกนนำกลุ่มพิราบขาว ๒๐๐๖ ส่วนแกนนำ นปก.คนอื่นประกาศให้ผู้ชุมนุมล่าถอยกลับไปที่ตั้งที่ท้องสนามหลวงอีกครั้ง  โดยต่อมาเจ้าหน้าที่ ได้ตั้งข้อหาซ่องสุมต่อแกนนำ นปก. ประกอบด้วย นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทยพ.อ.ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย นายจรัล ดิษฐาอภิชัย นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ นายวีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธ์ นายจักรภพ เพ็ญแข นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายแพทย์เหวง โตจิราการ ซึ่งแกนนำทั้งหมดได้ติดต่อขอเข้ามอบตัวในเวลาต่อมา

แต่ขณะนั้นอัยการได้พิจารณาสำนวนคดีและสั่งไม่ฟ้องแกนนำ นปช. เนื่องจากผู้ต้องหาได้ยื่นหลักฐานเอกสารร้องขอความเป็นธรรมให้อัยการพิจารณาจึงมีคำสั่งไม่ฟ้อง และส่งเรื่องให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติพิจารณา แต่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีความเห็นแย้งให้ฟ้องและส่งความเห็นแย้งให้อัยการสูงสุดพิจารณามีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมดในข้อหามั่วสุมกันตั้งแต่ ๑๐ คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายหรือก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง ประกอบด้วย

  • ๑.นายวีระ มุสิกพงศ์
  • ๒.นายจตุพร พรหมพันธุ์
  • ๓.นายจักรภพ เพ็ญแข
  • ๔.นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
  • ๕.นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย
  • ๖.นพ.เหวง โตจิราการ
  • ๗.พ.อ.ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย
  • ๘.นายจรัล ดิษฐาอภิชัย
  • ๙.นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ
  • ๑๐.นายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล

และได้ส่งฟ้องอีก ๕ คน ในข้อหามั่วสุมกันตั้งแต่ ๑๐ คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ประกอบด้วย

  • ๑.นายบรรจง สมคำ
  • ๒.หม่อมหลวงวีระยุทธ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา
  • ๓.นายศราวุธ หลงเส็ง
  • ๔.นายวีระศักดิ์ เหมะธุลิน
  • ๕.นายวันชัย นาพุทธา

โดยมีการเลื่อนอ่านคำพิพากษาที่ผ่านมาแล้วทั้งหมด ๔ ครั้ง แต่ในวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๓ ศาลอาญา นัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ในคคดีแกนนำ นปช. ชุมนุมหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ เพื่อสรุปผลแห่งคดีจากเหตุการณ์ปะทะเดือดบ้านสี่เสาเทเวศน์ เมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๕๐ เมื่อจำเลย ๔-๗ ยื่นคำร้องขอ “กลับคำให้การ” ใหม่เป็นรับสารภาพ และผลการพิจารณาเป็นดังที่กล่าวไปแล้วตั้งแต่ต้น

บทเรียนจากเรื่องนี้นั้นจะเห็นว่าในการนำมวลชนวัยรุ่นยุคใหม่หลายคนอาจไม่ได้เห็นภาพของการนำมวลชนที่บ้าระห่ำในวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๐ หน้าบ้านสี่เสา ยึดรถเมล์ทั้งๆ ที่ความรุนแรงไม่ได้มาจากใคร แต่มาจากคำของแกนนำที่โหมเข้าใส่มวลชนอย่างต่อเนื่อง

  • “ลุยไป…พี่้น้อง”
  • “ให้มันรู้กันไป”
  • “ไอ้ตำรวจพวกนี้ มันได้รับคำสั่งมา”
  • “เข้าไป…เข้าไป…”
  • “…………………”

เป็นคำที่กระตุ้นด้วยแกนนำที่ทำให้เกิดความบ้าคลั่งของมวลชน ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีการกระทบกัน แต่ก็เคลื่อนประชาชนเพื่อสร้างความรุนแรง จนส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บของเจ้าหน้าที่ตำรวจถึง ๒๐๐ คน และมวลชนบาดเจ็บไปประมาณ ๓๐ คน

จุดสุดท้ายของเรื่องนี้จึงจบลงด้วยการติดคุกและหนีกระบวนการยุติธรรมในประเทศ แม้ผู้ที่ให้การสนับสนุนหรือแนวร่วมอย่างคุณธิดา ถาวรเศรษฐ์ จะได้กล่าวชื่นชนการต่อสู้ของแกนนำและกล่าวว่าแม้จะสิ้นอิสรภาพแต่ก็มีคุณค่าและมีความหมาย

แต่พิจารณาเอาเถิดว่า จุดจบ…ของการนำพามวลชนไปอย่างมุทะลุ เดินหน้าประจันสร้างความรุนแรง เพื่อให้การต่อสู้ของกลุ่มและแนวคิดกลุ่มตนยกระดับการต่อสู้นั้น ก็จบลงไม่สวยมีเพียง ๒ ประการให้เลือกเท่านั้น

  • ๑.หนีออกนอกประเทศ หรือมุดรู มุดถ้ำอยู่อย่างมืดมิดหนีความผิด
  • ๒.ถูกจองจำในคุกในตะราง

          แต่นอกจากแกนนำจะสร้างรอยจารึกอันเจ็บปวดของคนที่ทางกลุ่มผู้ชุมนุมไปขับไล่ ด่าทอ ประจานอย่างสาดเสเทเสีย การบาดเจ็บของมวลชน และเจ้าหน้าที่ การเดินเข้าสู่จุดจบด้วยการหนีหรือติดคุกของแกนนำ ความเสียหายของชื่อเสียงประเทศชาติ และอาจมีอีกเรื่องที่พวกคุณยังไม่เคยนึกถึง คือ มรดกบาปความรุนแรงในสังคม” ที่เกิดขึ้นอาจส่งผลต่อการใช้ความรุนแรงในการใช้ชีวิต และส่งผลลบการต่อสู้ทางการเมืองและความอยุติธรรมในสังคมอันสวยงามที่เกิดจากต่อสู้ด้วยความสงบที่แท้จริง ด้วยอุดมการณ์จริงที่อดทนรอโดยไม่อาศัยความรุนแรง ด้วยความคิดแย่ๆ เอาแต่ได้ มักง่ายอย่างพวกคุณ