“สมช.” ยกเหตุผลรอบด้าน ตอบชัดทำไมยังต้องมี “พ.ร.ก. ฉุกเฉิน” สู้โควิด-19 มาขนาดนี้ ไม่อยากให้สิ่งที่คนไทยทุ่มเทสูญเปล่า

0

จากกรณีที่พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) ในฐานะประธานคณะกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการผ่อนคลายบังคับใช้มาตรการในการป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 แถลงภายหลังการประชุมเพื่อประเมินความเหมาะสมในการขยายเวลาประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ระบุว่า คณะกรรมการได้พิจารณาเกี่ยวกับการขยายเวลาประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งเราดูในทุกมิติ ทั้งความมั่นคง ข่าวกรอง กฎหมายและสาธารณสุข ซึ่งเห็นควรให้ขยายเวลาออกไปอีก 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1-31 ก.ค. นั้น

โดยประเด็นดังกล่าว ต่อมาได้มีกระแสทางฝั่งฝ่ายค้าน เสนอว่าไม่ควรต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปอีก ซึ่งเรื่องนี้ทางด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผย กรณีที่พรรคก้าวไกล เตรียมเสนอร่าง พรก.ฉุกเฉิน ฉบับใหม่เพื่อแก้ไขไม่ให้มีการรวมอำนาจไว้ที่นายกฯ มากเกินไปว่า

บอกลาอาการคิดหนัก บอกลาซาด้า
บอกลาอาการคิดหนัก บอกลาซาด้า

นายวิษณุ กล่าวว่า ก็ทำไป ก็เป็นสิทธิ์ของ ส.ส. อยู่แล้ว จะแก้กฎหมายอะไรก็แก้ได้ ส่วนการพิจารณาขยายเวลาการประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉิน ต่อ ทางด้านพล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะประธานกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการผ่อนคลายการบังคับใช้มาตรการในการป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดไวรัสโคโรน่า จะพิจารณาร่วมกับ 4 ฝ่าย สาธารณสุข เศรษฐกิจ ปกครอง และฝ่ายมั่นคง

จากนั้นจะนำเรียน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรมว.กลาโหม นายกฯ ก็จะพิจารณาและนำเข้าที่ประชุม ศบค. วันที่ 29 มิ.ย. และนำเข้าที่ประชุม ครม.วันที่ 30 มิ.ย. ส่วนที่มีความกังวลว่าหากยกเลิกพรก.ฉุกเฉิน แล้วจะส่งผลกระทบกับศูนย์กักกันตัวของรัฐนั้น ก็มีส่วนบ้าง ยอมรับว่ามีผลกระทบจริง ๆ ใน 3 ประเด็น คืออำนาจในการกักตัว สถานที่ที่ใช้ในการกักตัว และค่าใช้จ่าย เพราะตอนประกาศ เราจะคุมใน 3 เรื่องนี้ได้ แต่ถ้าไม่ใช้ พรก.ฉุกเฉิน แล้วไปใช้ พ.ร.บ.โรคติดต่อ ต้องไปดูว่าสั่งการเรื่องต่าง ๆ ได้หรือไม่ ถ้าพูดก็คือได้


ล่าสุดล พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้เปิดเผย ชี้แจงถึงเหตุผลที่ต้องต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ระบุว่า เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2563 มีการพิจารณาเรื่องสำคัญคือการผ่อนคลายกิจกรรม กิจการในระยะที่ 5 ที่จะเริ่มในวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 ซึ่งเรียกได้ว่าจะมีการผ่อนคลายทั้งหมด เช่นการเปิดเรียน การไม่จำกัดเวลาในการเปิดห้างสรรพสินค้า สถานบริการผับ บาร์ คาราโอเกะ อาบอบนวด ร้านเกม ซึ่งรายละเอียดตรงนี้ต้องเสนอให้ ศบค.ชุดใหญ่ พิจารณาให้ความเห็นชอบอีกครั้งในวันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน 2563 นี้

ส่วนการแข่งขันกีฬา จะให้มีผู้เข้าชมได้เมื่อไรนั้น ต้องรอดูการผ่อนคลายระยะที่ 5 ก่อน ถ้าสถานการณ์ต่าง ๆ ดีขึ้น รวมถึงสถานการณ์โลกดีขึ้นค่อยพิจารณา เพราะศบค.ชุดเล็กจะประเมินกันเป็นรายวัน


อย่างไรก็ตามคณะกรรมการได้พิจารณาเกี่ยวกับการขยายเวลาประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งเราดูในทุกมิติ ทั้งความมั่นคง ข่าวกรอง กฎหมายและสาธารณสุข ซึ่งเห็นควรให้ขยายเวลาออกไปอีก 1 เดือนตั้งแต่วันที่ 1-31 กรกฎาคม 2563 เพราะกิจกรรมที่ได้รับการผ่อนคลายในระยะที่ 5 มีความล่อแหลมต่อการระบาดของโควิดมากที่สุด

ทั้ง “การเปิดเรียน” เราจึงต้องให้ความสำคัญในการป้องกันอย่างมาก จึงจำเป็นต้องใข้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ต่อไป เพราะหากไม่มี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็ต้องใข้กฎหมายถึง 5 ฉบับมาแทนที่ แต่ก็ยังไม่มั่นใจว่าจะมีประสิทธิภาพเท่ากับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือไม่ เช่น พ.ร.บ.ควบคุมโรค ก็จะเน้นการแก้ปัญหาเฉพาะจุด ไม่ใช่การทำงานเชิงรุก กลยุทธ์ในการป้องกันโควิดของเราตั้งแต่แรกคือใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ควบคุมไม่ให้มีการนำโรคจากต่างประเทศเข้ามาสู่ประเทศไทย ซึ่งมีประสิทธิภาพเป็นกลไกสำคัญ เมื่อเราจะผ่อนคลายกิจกรรมที่ล่อแหลมจึงต้องคงเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพนี้ต่อไป และเรื่องนี้ยังเป็นเพียงการพิจารณาของชุดเฉพาะกิจ ยังต้องเข้าที่ประชุม ศบค.และ ครม.ต่อไป


เมื่อถามว่า ฝ่ายการเมืองออกมาโจมตีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีนัยยะแฝงทางการเมือง นอกเหนือจากการป้องกันโควิด พล.อ.สมศักดิ์ กล่าวว่า การประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ไม่มีนัยยะทางการเมือง ตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบันและอนาคต เห็นได้จากเมื่อวันที่ 24 มิถุนายนที่มีการทำกิจกรรมทางการเมือง ก็ไม่มีการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินไปดำเนินการ เพราะมีการใช้พ.ร.บ. ชุมชนสาธารณะอยู่

“เราใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ด้วยเหตุผลทางสาธารณสุขเป็นหลัก และเมื่อมีการประกาศผ่อนคลายเฟส 5 แล้ว ก็ไม่มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชน ที่สำคัญช่วง 1 เดือนนี้เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เพราะสถานการณ์โลกยังมีความน่าเป็นห่วง แม้ประเทศเราดีแต่ก็กังวลเรื่องการระบาดรอบ 2 หากเป็นเช่นนั้นสิ่งที่เราทุ่มเทมาจะสูญเปล่า เราจึงต้องมีมาตรการที่สร้างความมั่นใจป้องกันการแพร่ระบาด นั่นคือการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน”

ส่วนการพิจารณา Travel Bubble นั้น เรื่องนี้มีการพูดคุยแต่ยังไม่มีข้อยุติในเร็ววันนี้ ต้องใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือน และปัจจุบันก็ยังไม่มีประเทศใดประสานเข้ามาแต่อย่างใด แต่ที่มีข้อยุติในเร็ววันคือ การเดินทางของนักธุรกิจที่ปัจจุบันมีบางส่วนเดินทางเข้ามาแล้ว ต้องถูกกักตัว 14 วัน

แต่เราพิจารณาในส่วนของนักธุรกิจที่เข้ามาเพียงไม่กี่วัน จะให้เขาสามารถเดินทางไปทำธุรกิจต่อได้เลย ไม่ต้องกักตัว แต่ต้องมีมาตรการที่เข้มข้นคือ ต้องมีการตรวจโควิดอย่างน้อย 3 ครั้งคือก่อนเดินทางเมื่อมาถึงเมืองไทย และก่อนออกจากประเทศไทย รวมถึงระหว่างอยู่ประเทศไทยก็ต้องสามารถติดตามตัวได้ตลอด

“คาดว่าจะให้เขายื่นเรื่องเข้ามาให้เราพิจารณาได้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป โดยประเทศที่เราจะพิจารณาในเบื้องต้นคือ ญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ ฮ่องกง และจีนบางเมือง ซึ่งเราพิจารณาถึงประเทศต้นทางว่ามีขีดความสามารถทางสาธารณสุขใกล้เคียงกับเรา และที่สำคัญการให้เข้ามานั้นต้องประเมินแล้วว่ามีประสิทธิภาพในการกระตุ้นเศรษฐกิจ”

นอกจากนี้ที่มีข้อกังวลเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเพื่อรักษาการเจ็บป่วย การท่องเที่ยวเชิงอุตสาหกรรมทางการแพทย์นั้น ยืนยันว่าผู้ที่เข้ามาจะไม่มีใช่การเข้ามาเพื่อรักษาโควิด เพราะหากเป็นโควิดก็ไม่สามารถขึ้นเครื่องได้ตั้งแต่ต้น เวลาเข้ามาก็ต้องอยู่รักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นเวลา 14 วัน และหากรักษาเสร็จสิ้นจะอยู่ต่อหรือไม่ก็ได้ ถือเป็นการขยายโอกาสทางธุรกิจ ซึ่งมีหลายชาติให้ความสนใจในส่วนนี้

 

 

ภาพ :สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ