รัฐประหารความทรงจำ ลบ ประวัติศาสตร์กำมะลอ “นิทาน” ประชาธิปไตย 2475 .

0

รัฐประหารความทรงจำ ลบ ประวัติศาสตร์กำมะลอ “นิทาน” ประชาธิปไตย 2475
.
ดร.เวทิน ชาติกุล สถาบันทิศทางไทย
.
(1)
มีคนบอกผมว่า ประวัติศาสตร์ จะดีหรือเลว พึงต้องรักษาเอาไว้ให้คนรุ่นหลัง อย่าไปทำให้ประวัติศาสตร์หายไป
เพราะ….
ดี ลูกหลานก็จะเอาเป็นเยี่ยงอย่าง
เลว ก็จะได้จำไว้เป็นบทเรียน…อย่าทำซ้ำ
ผมเห็นด้วยทุกอย่าง ในข้อแม้เงื่อนไขที่ว่า ประวัติศาสตร์ที่ว่านั้นพึงเป็นภาพที่มีความบิดเบี้ยวน้อยที่สุด
ว่ากันว่าสิ่งเดียวที่จะยึดโยงความน่าเชื่อถือของประวัติศาสตร์ก็ต้องชัดเจนว่า ประวัติศาสตร์ (แม้จะใกล้นิทานหรือนิยายเต็มที) แต่มันก็ไม่ใช่ นิทาน หรือ นิยาย ที่เสกสรรปั้นแต่งกันขึ้นเองได้ด้วยจินตนาการล้วน ๆ
.
(2)
แน่นอนครับ ผมไม่เชื่อแบบไร้เดียงสาว่า ประวัติศาสตร์คือข้อเท็จจริงในอดีต
เราปฏิเสธไม่ได้ครับว่า ประวัติศาสตร์คือ พื้นที่สงคราม คือสนามรบแห่งการแย่งชิงอำนาจในพื้นที่ของความทรงจำเพื่อรับใช้การเมืองปัจจุบัน
ประวัติศาสตร์คือ เรื่องเล่าปัจจุบันที่เอาอดีตมาเป็นตัวละคร ก็เท่านั้น
ต่างฝ่ายต่างสู้ ต่างฝ่ายต่างแย่งชิงพื้นที่ความทรงจำ
.
(3)
ปัญหาคือ หลังๆมีการทำประวัติศาสตร์ให้บิดเบี้ยว ฝ่ายระบบอุดมศึกษาของรัฐโดยใช้กระบวนการและกรรมวิธีทางวิชาการที่ถูกต้อง เพื่อเอามา justified หรือ “รับใช้” อุดมการณ์ทางการเมืองแบบใดแบบหนึ่งอย่างออกนอกหน้า
อุดมการณ์ที่ว่านั้นคือ ความต้องการประชาธิปไตยตะวันตกอย่างสมบูรณ์แบบโดยลดทอน “สถานะ” ของสถาบันพระมหากษัตริย์ให้เป็นเพียงองค์กรหนึ่งที่รัฐสภาอนุญาตให้ดำรงอยู่ได้
หรือ ความคิดปฏิกษัตริย์นิยม
.
(4)
เพื่อรับใช้อุดมการณ์เช่นนี้ จึงมีการสร้าง ประวัติศาสตร์ โดยใช้วิธี “จินตนาการใหม่”
สร้างภาพให้คณะรัฐประหารคณะหนึ่งกลายเป็น “พระเอก” ผู้ปฏิวัติประชาธิปไตย
หรือ จงใจไม่พูดถึงด้านเลวร้ายเป็น “เผด็จการ” ของคณะรัฐประหารคณะนั้น
และที่หนักกว่านั้นก็คือ เขียนประวัติศาสตร์ให้ สถาบันพระมหากษัตริย์กลายเป็น “ผู้ร้าย” ผู้ขัดขวางประชาธิปไตย โดยมีชื่อเรียกอย่างสวยหรูว่า “ฝ่ายปฏิปักษ์ประชาธิปไตย”
.
(5)
นักวิชาการที่ร่วมขบวนการ “จินตนาการใหม่” นี้ทำงานแบบนี้กันมานาน รับเงินหลวงแต่ใช้สถานะนักวิชาการขอทุน ทำวิจัย ผลิตชุดความรู้ที่บิดๆเบี้ยวๆ พิมพ์เผยแพร่ เอามาขอตำแหน่งทางวิชาการ มีความก้าวหน้าได้เลื่อนยศ ขึ้นเงินเดือน เป็นศาสตรจารย์ คนมีหน้ามีตา มีลูกศิษย์ลูกหา สังคมให้ความเคารพ มีการสืบต่อทายาทวิชาการกันไปสู่รุ่นลูกศิษย์ หลานศิษย์ รับช่วงกันเป็นทอดๆ
.
(6)
พรรคคอมมิวนีสต์แห่งประเทศไทยและขบวนการสังคมนิยม เมื่อก่อนสมัยต่อสู้กับรัฐไทยต้องหลบๆซ่อนๅผลิตชุดความคิดแบบนี้เพราะผิดกฎหมาย
แต่ขบวนการปฏิกษัตริย์นิยม อาศัยชายคารัฐไทย อาศัยระบบราชการไทย ผลิตชุดความคิด อุดมการณ์ได้โดยเผยแจ้ง แถมได้เงิน ได้ยศถาบรรดาศักดิ์อีกต่างหาก
.
(7)
ที่สำคัญคือ ชุดความรู้ที่บิดๆเบี้ยวๆนี้กลายเป็นตำราที่สอนกันในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัย แทบทุกมหาวิทยาลัยทั่วประเท
สอนคน หลอกคนรุ่นหลังที่ไม่รู้ ผ่านระบบการศึกษา
ทำแบบน้ำหยดลงหิน เป็นสิบ ยี่สิบ สามสิบปี จากชุดความคิดแบบหนึ่งกลายเป็นความจริงที่ทุกคนเข้าใจกันว่าจริงตามนี้ไปหมดทั้งประเทศ
อุดมการณ์ของมหาลัยและรากฐานการศึกษา เหตุผล วิพากษ์อย่างแท้จริง ถูกทำลายไปด้วย เหตุผล การวิพากษ์แบบกำมะลอ ที่มี “สตอรี่” ตั้งธงเอาไว้แล้ว
.
(8)
นักวิชาการอย่าง ชาญวิทย์ นิธิ ธงชัย เกษียร สมชาย วรเจตน์ฯลฯ คือรุ่นบุกเบิก พวกรุ่นหลังๆก็คือ ประจักษ์ อนุสรณ์ ปิยบุตร วาสนา คือทายาทรุ่นหลัง
ย้ำว่า นักวิชาการ ปัญญาชน ทั้งประเทศ กลุ่มอื่นๆ เขาไม่ได้ไปรู้เรื่องอะไรกับคนกลุ่มนี้ด้วยเลย
.
(9)
สังเกตว่า นักวิชาการกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มก้อนเดียวกันกับที่ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องเรื่อง แก้ ม.112 เรื่องตุลาการภิวัฒน์ คัดค้านรัฐประหาร หรือ ล่าสุดก็คือเป็นหัวขบวนล่ารายชื่อ #คัดค้านยุบพรรคอนาคตใหม่
คนหัวหงอกหัวดำอย่างชาญวิทย์ นิธิ คิดอะไร ถึงออกมาทำอะไรขัดแย้งกับสำนึกความเป็นนักวิชาการอย่างสิ้นเชิง คือ เรียกร้องให้ไม่ลงโทษคนทำผิดกฎหมาย
.
(10)
ก็อย่าแปลกใจอะไร จริงๆต้องถามกลับกันด้วยซ้ำว่า ถ้าไม่ทำแบบนี้นะสิถึงแปลก เพราะพรรคอนาคตใหม่คือสายเลือดโดยตรงที่นักประวัติศาสตร์ นักวิชาการกลุ่มนี้ ทะนุถนอม ฟูมฟักขึ้นมาเองกับมือ
.
(11)
ไม่นับว่า ชาญวิทย์ นิธิ คือ สมาชิกของพรรคอนาคตใหม่ด้วย
.
(12)
ถ้าประวัติศาสตร์คือสนามรบของสงครามความทรงจำเพื่อแย่งชิงอำนาจผ่านเรื่องเล่าจากอดีต ในการศึกเยี่ยงนี้ การลบเลือนให้ความทรงจำบางอย่างถูกลืม อาจเป็นเรื่องที่เรียกว่า “ปกติวิสัยแห่งสงคราม”
action = reaction การสร้าง อุปโลกน์ความทรงจำใหม่ ขึ้นมาเพื่อรับใช่อึดมการณ์ใหม่ ก็จะมี “ปฏิกิริยา” แบบการขจัด ลบ ลืม ตอบกลับมาเสมอ
ยิ่งบิดเบือนมาก ก็พึงยิ่งถูกลบลืมมากขึ้นเป็นลำดับ
.
(13)
คนรุ่นผม ถูกหลอกมารุ่นหนึ่ง หลงเชื่ออยู่นานว่า 2475 คือการอภิวัฒน์ประชาธิปไตย กว่าจะลืมหูลืมตาขึ้นมาได้ก็แทบเอาตัวไม่รอด
แม้อาจมีวิธีอื่นที่ดีกว่า เช่น การทำให้วิชาประวัติศาสตร์เป็นพื้นที่ที่มีทางเลือกของหลายชุดความคิด
แต่เมื่อการครอบงำ และการแผ่อิทธิพลในวงวิชาการ ในมหาวิทยาลัย มันแผ่ขยายจนไม่เกิด “ประชาธิปไตย” ในหมู่ปัญญาชน มีแต่พวกมึง พวกกู พวกมากลากไป
บางทีเวลาเห็น รัฐประหารความทรงจำ ทำให้ประวัติศาสตร์กำมะลอ(แม่ง)หายไปเลย ก็อาจเป็นทางออกที่น่าจะช่วยลูกหลานได้เหมือนกัน
คนรุ่นหลังจากนี้จะได้ไม่ถูกหลอกซ้ำซากเหมือนที่เราเคยโดนและคนรุ่นนี้กำลังโดนอยู
.
ขอบคุณภาพประกอบ จากBBCTHAI