พจนา ‘ทิศทางไทย’ ตอนที่๘ ทิศทางสู่ Deep State ของรัฐไทยหลังเลือกตั้งกับบทบาทของสถาบันทิศทางไทย

0

พจนา ‘ทิศทางไทย’ ตอนที่๘ ทิศทางสู่ Deep State ของรัฐไทยหลังเลือกตั้งกับบทบาทของสถาบันทิศทางไทย

โดย : ดร.สุวินัย ภรณวลัย  ประธานยุทธศาสตร์วิชาการ  สถาบันทิศทางไทย

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

ทิศทางสู่ Deep State ของรัฐไทย เป็นทิศทางที่ยากจะเลี่ยงได้ของทุนนิยมไทยในขั้นตอนปัจจุบัน

Deep State เป็นปรากฏการณ์ที่แลเห็นได้ในประเทศโลกที่สองและโลกที่หนึ่งทั่วโลกแทบไม่มีข้อยกเว้น

Deep State สะท้อนขั้นตอนหนึ่งของพัฒนาการทุนนิยมของประเทศนั้น ที่มีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจได้ระดับหนึ่ง และสะสมทุนสะสมความมั่งคั่งในประเทศได้มากโขแล้ว

Deep State คือกระบวนการเริ่ม’รวมร่าง’ ของกองทัพ – เทคโนแครต – ทุนใหญ่ – เครือข่ายนักเลือกตั้ง (นักการเมือง) ในโครงสร้างอำนาจ (และโครงสร้างส่วนบน)ของระบบ เพื่อกระชับอำนาจ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและเสถียรภาพให้แก่ระบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน รวมทั้งเป็นการสร้างฉันทานุมัติบางอย่างของตัวรัฐไทยเองด้วย

มันเป็นปฏิบท(paradox)หรือความย้อนแย้งอย่างยิ่งทางประวัติศาตร์ของประเทศไทย ที่ตัวระบอบทักษิณ คือตัวการใหญ่ที่กีดขวางการรุดหน้าไปสู่ Deep State ของรัฐไทยในช่วงปี ๒๐๐๐-๒๐๑๓

เพราะการมุ่ง ‘กินรวบอำนาจ’ของตระกูลชินวัตรและเครือข่ายนักเลือกตั้งที่เป็นลูกสมุน ทำให้เกิดการเสียดุลยภาพในสมการอำนาจและโครงสร้างอำนาจของประเทศไทยอย่างรุนแรง และตามมาด้วยความขัดแย้งในเกมอำนาจในหมู่ชนชั้นนำอย่างรุนแรง

ชนชั้นกลางในเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยมคือหัวหอกที่ลุกขึ้นมาต่อต้าน โค่นล้มระบอบทักษิณอย่างเอาเป็นเอาตาย

ขณะที่ชนชั้นล่างและชนชั้นกลางระดับล่างในชนบทที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายประชานิยมต่าง ๆจากระบอบทักษิณคือฐานเสียงที่ภักดีและทรงพลังของระบอบทักษิณ

แต่ชนชั้นกลางและชนชั้นล่างไม่ว่าจะเลือกสู้ให้ฝ่ายไหน ก็เป็นแค่เบี้ยในสงครามช่วงชิงอำนาจระหว่างสองขั้วอำนาจของชนชั้นนำไทยเท่านั้น

ระบอบทักษิณถูกกำหนดล่วงหน้าให้พ่ายแพ้ในสงครามช่วงชิงอำนาจนี้ เพราะชนชั้นกลางในเมืองส่วนใหญ่ต่อต้าน อันเป็นผลจากการมุ่งกินรวบอำนาจของตระกูลชินวัตร และนโยบายประชานิยมสุดโต่งที่จะนำพาประเทศไทยให้ล่มสลายทางเศรษฐกิจในอนาคตอันใกล้เหมือนประเทศเวเนซุเอลา

ขณะที่ กองทัพ คือผู้รับช่วงต่อจากการลุกขึ้นสู้ของชนชั้นกลางในเมืองผ่านการรัฐประหาร เพื่อยับยั้งไม่ให้เกิด สภาพรัฐล้มเหลวและสงครามกลางเมืองภายในประเทศ

จะเป็นรัฐล้มเหลว หรือเป็น Deep State คือสองทางแพร่งของรัฐไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านของระบบ หรือช่วงปรับตัวของระบบเพื่อก้าวสู่ประทศโลกที่ ๒ ของรัฐไทยในช่วงที่ผ่านมาและหลังจากนี้

การแบ่งปันอำนาจให้ทั้งกองทัพ เทคโนแครต ทุนใหญ่กลุ่มอื่น ๆ และเครือข่ายนักเลือกตั้งมีส่วนร่วมใน สมการอำนาจและโครงสร้างอำนาจด้วย คือจุดเด่นของการเป็น  Deep State

ซึ่งต่างจาก การกินรวบประเทศไทยคนเดียวของตระกูลชินวัตรภายใต้ระบอบทักษิณที่โฉมหน้าที่แท้จริงคือ เผด็จการรัฐสภา ที่ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นทุนนิยมสามานย์ และเสี่ยงที่จะกลายเป็นรัฐล้มเหลว เพราะเกิดความแตกแยกทางความคิดระหว่างสองขั้วอำนาจอย่างรุนแรง และไม่ได้รับการยอมรับจากชนชั้นกลางในเมืองส่วนใหญ่ที่เป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยม

การรัฐประหารของกองทัพในปี ๒๕๕๗ เกิดขึ้นเพื่อยับยั้งการกลายเป็นรัฐล้มเหลว และการนองเลือดจากสงครามกลางเมือง

สี่ปีที่ผ่านมา ภายใต้การปกครองของคสช. คือหมากบังคับ ที่ต้องมุ่งไปเป็น Deep State เพื่อก้าวข้ามระบอบทักษิณ เพื่อสลายสีเสื้อในหมู่ประชาชน และสถาปนาความเป็นใหญ่ภายใต้การนำของพันธมิตรทางการเมืองระหว่างกองทัพ – เทคโนแครต – ทุนใหญ่ – เครือข่ายนักเลือกตั้ง .. ทั้งนี้และทั้งนั้นก็เพื่อรับมือกับยุคดิสรับชั่นทางเทคโนโลยี ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลกในขณะนี้

กล่าวในความหมายนี้ การมุ่งไปสู่ Deep State ของรัฐไทยในตอนนี้และหลังจากนี้ คือทิศทางเพื่อความอยู่รอดและเป็นหมากบังคับของรัฐไทยในเวลาเดียวกัน เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ประเทศโลกที่ 2 หลังจากนี้นั่นเอง

บทบาทของสถาบันทิศทางไทยจะต้องมุ่งเป็นตัวแทนของชนชั้นกลางและชนชั้นรากหญ้าทั่วประเทศ เพื่อ ไป ‘เพิ่มอำนาจของประชาสังคม’ ในโครงสร้างอำนาจแบบ Deep State ของการเมืองไทยหลังจากนี้

สถาบันทิศทางไทยจะต้องทำหน้าที่ใหญ่ๆ ๒ เรื่องด้วยกันคือ

(๑) ป้องกันไม่ให้ประเทศไทยกลับไปเป็นทุนนิยมสามานย์อีกเหมือนสมัยระบอบทักษิณเป็นใหญ่ ต่อต้านการกินรวบประเทศไทยไม่ว่าจากฝ่ายไหนที่คิดเจริญรอยตามตระกูลชินวัตร

(๒) ป้องกันการรวมศูนย์อำนาจเกินไปจนกลายเป็นรัฐราชการอำนาจนิยมของรัฐไทย คือต่อต้านเผด็จการเทคโนแครตในการบริหารประเทศ เพิ่มอำนาจต่อรองของประชาสังคมในการผลักดันการปฏิรูปในด้านต่างๆ

นี่คือภารกิจทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่งหลังจากนี้ของสถาบันทิศทางไทย … คือกระโดดเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ Deep State ของรัฐไทยหลังจากนี้ เพื่อนำเสนอและชี้แนะทิศทางจากข้างในรัฐ ประสานกับประชาสังคมข้างนอก

ในมุมมองของผม การดำรงอยู่และเติบโตของสถาบันทิศทางไทยมีความสำคัญยิ่งต่อระบบนิเวศน์ทางการเมืองของประเทศไทยหลังจากนี้ ที่กำลังเข้าสู่บริบทของ Deep State

เพราะสถาบันทิศทางไทยต้องเข้าไปช่วยสานต่อวิชั่นของชนชั้นนำไทยวในการเป็น Deep State หลังจากนี้

การรัฐประหารครั้งล่าสุดของกองทัพ (คสช.) ในปี ๒๕๕๗ น่าจะเป็นก้าวแรกๆของยุทธศาสตร์การเป็น Deep State ของรัฐไทยเพื่อความอยู่รอดของชนชั้นนำไทยและประเทศไทยโดยรวม

นี่เป็นการรัฐประหารที่ “เหนือชั้น” กว่าการรัฐประหารที่ผ่านมาทั้งหมด เพราะมันมุ่งสถาปนา Deep State ให้ แก่รัฐไทย โดยกอบกู้ ความเป็น Developmental State (การพัฒนาทางเศรษฐกิจภายใต้การนำของเทคโนแครต) ที่เคยได้ผลดีมากในช่วงทศวรรษที่ ๑๙๘๐-๑๙๙๐ ก่อนที่จะถูกสลาย และถูกกินรวบโดยระบบทักษิณหรือเครือข่ายนักการเมืองที่เป็นทุนสามานย์ ให้กลายเป็น “รัฐทุนนิยมสามานย์” ในช่วงทศวรรษ ๒๐๐๐ จนถึง ปี ๒๐๑๕ … ให้กลับคืนมาอีกครั้งและยกระดับสูงยิ่งขึ้นไปอีก

โมเดลความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศจีนภายใต้การนำที่เข้มแข็งของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ที่ให้ความสำคัญยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจเหนือกว่าประชาธิปไตย น่าจะมีอิทธิพลต่อวิชั่นของชนชั้นนำไทยในปัจจุบันไม่มากก็น้อย

เพราะเมื่อเจอ การปฏิวัติดิสรัปชั่น Disruptive Revolution ที่เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วโลก ที่ทำให้สถาบันเก่าทั้งหลายในสังคมทยอยล้มเป็นโดมิโน่เป็นแถบๆไม่ช้าก็เร็ว

… เพื่อความอยู่รอด ชนชั้นนำไทย จึงต้องสถาปนาโครงสร้างอำนาจใหม่ ในเชิง Deep State ที่เป็นความสัมพันธ์ที่หยั่งรากลึกระหว่างกองทัพ-เทคโนแครต-ทุนใหญ่ต่างๆในประเทศนี้ยกเว้นตระกูลชินวัตร-เครือข่ายนักการเมืองที่ “ไม่เอาทักษิณและตระกูลชินวัตร” ขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

พวกเขาจำเป็นต้องร่วมมือกัน กอดคอกันเพื่อความอยู่รอดในอนาคตที่ผันผวนยิ่ง

เพื่อป้องกันความวุ่นวายจากการลุกฮือ พวกคนจนทั้งหลายที่ลงทะเบียนกับรัฐจะได้รับการช่วยเหลือแบบรัฐสวัสดิการ

ชนชั้นกลางไทยที่ปรับตัวทันเข้ากับยุคสมัย สามารถค้าขายทางออนไลน์ได้ จะยังได้รับการสนับสนุนจากรัฐ

เหลือแต่ชนชั้นกลางไทยแบบเก่าที่ไม่ปรับตัวให้ทันความเปลี่ยนแปลงของโลกเท่านั้นที่จะถูกลอยแพจากรัฐ

เมื่อดูจากตัวเลขเศรษฐกิจมหภาค เศรษฐกิจไทยจัดอยู่ใน “ประเทศโลกที่สองชั้นปลายแถว” (ติดกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่แบบรั้งบ๊วย) แล้ว แม้จะมีปัญหาความเหลื่อมล้ำที่รุนแรง แต่ก็จัดเป็นประเทศที่เริ่มมั่งคั่งแล้วในภาพรวม

จึงไม่แปลกที่ยุทธศาสตร์ประเทศไทยหลังจากนี้ของรัฐไทยและชนชั้นนำไทย จะมุ่งไปที่การทุ่มทุนขนานใหญ่ในการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ให้สอดคล้องกับการกลายเป็นโลกที่สองของประเทศไทย แม้จะต้องสร้างหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นก็ตาม (เลียนแบบโมเดลการสร้างหนี้สาธารณะของประเทศญี่ปุ่นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง)

เราไม่เคยเห็นความมุ่งมั่นของชนชั้นนำไทยและรัฐไทยที่จะ กลับมาเป็น Developmental  State ในระดับ Deep State เช่นนี้มาก่อน

ในอดีตแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมผ่านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศประสบความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยมมาแล้ว โดยเฉพาะทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ของญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตมาที่ประเทศไทยได้

แต่ยุทธศาสตร์ที่ชนชั้นนำไทยกำลังวางแผนอยู่ และมุ่งไปนั้น ทะเยอทะยานกว่าสมัยก่อนมาก

ภายหลังรัฐประหารคสช. ผลงานชิ้นโบว์แดงจริงๆของชนชั้นนำไทยคือการผลักดันโปรเจกต์ขนาดใหญ่ให้ผ่านไปได้ ซึ่งก็ผ่านไปได้หมดแล้ว โดยเฉพาะโปรเจกต์ขนาดใหญ่ใน EEC และการปฏิรูปราง

เพราะการผลักดันโปรเจกต์ใหญ่ให้สำเร็จ คือการสถาปนาความเป็น deep state ระหว่างกองทัพ-เทคโนแครต-ทุนยักษ์ให้มั่นคงสถาพรนั่นเอง

จะเห็นได้ว่า การรัฐประหารครั้งนี้มีชนชั้นนำระดับมันสมองที่เหนือชั้นที่เป็น Master Mind ร่วมวางแผนร่วมเดินหมาก ร่วมกำกับเกมใหญ่นี้ด้วย ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงห้าปีที่ผ่านมาล้วนดำเนินไปตามแผนการนี้ รวมทั้งอีกห้าปีสิบปีหลังจากนี้ด้วย ตรงนี้จะเห็นได้ว่า มันเกินศักยภาพในการคิดของพลเอกประวิตรไปไกลมากแล้ว

โดยที่พลเอกประยุทธ์คือตัวละครหลักที่รับบทหนักที่สุดในช่วงที่ผ่านมารวมทั้งอีกห้าปีหลังจากนี้ เพื่อทำให้วิชั่นของชนชั้นนำไทยและรัฐไทยกลายเป็นจริงขึ้นมาให้จงได้

คำพยากรณ์แต่โบราณที่ทำนายว่าในสมัยรัชกาลที่ ๑๐ ประเทศไทยจะกลายเป็นประเทศศิวิไลซ์ (โลกที่สอง) กำลังกลายเป็นความจริงที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม ในสายตาของชนชั้นนำไทย

ผมไม่แน่ใจว่า ชนชั้นนำไทย “ทำเพราะเชื่อคำทำนาย” หรือ “คำทำนายบังเอิญไปตรงกับวิชั่นที่กำลังทำอยู่”

แต่ที่แน่ ๆ อนาคตของประเทศไทยและประชาชนไทยอยู่ในกำมือของชนชั้นนำไทย ภายใต้การนำอย่างเข้มแข็งของเทคโนแครตและทุนยักษ์ไปแล้ว

ข้างต้นนี้คือกาอ่านสถานการณ์โดยรวมของผมจากมุมมองของ Deep-Developmental State