ทำไมนายกฯปฏิเสธนิรโทษฯ เมื่อการเมืองก้าวข้ามเหลือง-แดง พุ่งเป้าล้มสถาบัน???

0

จากที่เมื่อวันที่ 6 ก.ย.62 ประสาร มฤคพิทักษ์  อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)และคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สปช. ได้เผยแพร่บทความ เรื่อง “การอำนวยความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์” ซึ่งมีเนื้อหาบางช่วงถึงการนิรโทษกรรม !?!

เนื่องจากสังคมไทยเผชิญกับวิกฤติความขัดแย้ง แตกแยกทางการเมืองมายาวนาน อันเนื่องมาจากความเชื่อทางการเมืองที่แตกต่างกัน ในช่วงหนึ่งถึงกับนำไปสู่ความรุนแรง จนเกือบจะกลายเป็นสงครามกลางเมือง มีผู้คนบาดเจ็บล้มตายไปจำนวนหนึ่ง ผู้คนอีกจำนวนหนึ่งยังถูกจับกุมคุมขัง และผู้คนอีกจำนวนหนึ่ง อยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดี โดยศาลสถิตยุติธรรม

คนไทยจำนวนหนึ่ง มีความเห็นร่วมกันว่า ถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยจะยุติความขัดแย้ง หยุดยั้งความรุนแรง เยียวยาความร้าวฉานในสังคมด้วยการออกกฎหมายนิรโทษกรรม หรือ อภัยโทษให้แก่ผู้ต้องคดีทั้งมวลโดยไม่ครอบคลุม 3 กรณี คือ ผู้ต้องคดีทุจริต  ผู้ต้องคดีอาญาร้ายแรง ผู้ต้องคดีความผิดตามกฎหมายอาญามาตรา 112 (ความผิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์)

สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!
สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!

ดังนั้นจึงสมควร จัดให้มีการดำเนินการอำนวยความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ตามแนวทางดังกล่าว ซึ่งจะเป็นทานบารมีครั้งยิ่งใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นของขวัญอันล้ำค่าที่น่าความปลาบปลื้มปีติมาสู่ประชาชนชาวไทยทั้งมวลในรัชกาลปัจจุบัน

กระทั่งมาถึงปี2563 ในเดือนมิถุนายน วันที่17 ก็ปรากฏเรื่องราวดังกล่าวขึ้นมาอีกครั้ง จากการนำเสนอของสื่อ ซึ่งระบุเอาไว้บางส่วน โดยอ้างถึงการสร้างความปรองดอง ที่ถือเป็นพันธกิจหนึ่งของรัฐบาล ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้มีการตั้งคณะกรรมการหลายชุดขึ้นมาศึกษาแนวทาง ซึ่งการออกกฎหมายนิรโทษกรรม “คดีชุมนุมทางการเมือง”

มีการอ้างแหล่งข่าวระดับสูงว่า พล.อ.ประยุทธ์ ให้ “ทีมปฏิบัติการลับ” รวบรวมรายชื่อบรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีการเมือง ทั้งในชั้นศาล และการดำเนินคดีทั้งหมดเพื่อนำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจในการนิรโทษกรรม

“เบื้องต้นจะเป็นการนิรโทษกรรมให้กับคดีที่มีแรงจูงใจทางการเมือง ที่ไม่รวมถึงคดีทุจริต และคดีความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือ ความผิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ สำหรับช่วงเวลาที่จะนำไปสู่การออกกฎหมายนิรโทษกรรมนั้น รายงานข่าวดังกล่าวยังระบุถึงแหล่งข่าวกล่าวว่า อาจจะดำเนินการในช่วงกลางปี หรือไม่ก็ปลายปีนี้

นอกจากนี้ในรายงานดังกล่าว ยังมีคำพูดของนายประสาร ที่กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ต้องอาศัยความพยามยามทุกภาคส่วน รวมทั้งภาครัฐบาล ถ้ารัฐบาลไม่ขยับตัวในเรื่องนี้ โอกาสให้เป็นไปได้ยากเหมือนกัน ถ้าจะมีการนิรโทษกรรม สมควรออกเป็น พ.ร.บ เพราะถ้าเป็นพระราชกำหนด (พรก.) จะละเลยบทบาทความสำคัญของ ส.ส. และถ้าออกมาเป็น พ.ร.ก. อาจดูคับแคบไปหน่อยในแง่ของการยอมรับ

“เรื่องการปรองดองควรเป็นความพยายามของทุกภาคส่วน ไม่ว่าภาคการเมืองทั้งฝ่ายค้าน รัฐบาล ส.ส. ส.ว. ภาคประชาชน หรือบรรดากลุ่มที่เป็นผู้แค้น สีเหลือง สีแดง กลุ่มสีธงชาติ หรือกลุ่มไหนก็แล้ว เราควรใช้ความพยายามเพื่อนำไปสู่บรรยากาศการปรองดอง สร้างความรู้สึกร่วมกันในการที่จะก่อให้เกิดความปรองดอง” นายประสาร ระบุ

ฉับพลัน!!! ในวันเดียวกัน(17 มิ.ย.63) นั่นเองก็มีสัญญาณมาจากต้นทาง โดยศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ ปฏิเสธกระแสข่าวแนวทางนิรโทษกรรมให้กับคดีที่มีแรงจูงใจทางการเมือง ว่าไม่มีมูลความจริงใดๆ และไม่ทราบเจตนาผู้ปล่อยข่าวว่ามีความประสงค์สิ่งใด ยืนยันรัฐบาลมุ่งหน้าแก้ปัญหาสถานการณ์โควิด 19 และการดูแลช่วยเหลือประชาชน พร้อมขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า

กระทรวงยุติธรรมมีหน้าที่ รับผิดชอบ และดูแลการดำเนินการเกี่ยวกระบวนการยุติธรรมต่างๆ รวมทั้ง การขอพระราชทานอภัยโทษ ในกรณีต่างๆนั้น กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม มีการดำเนินการตามเกณฑ์ต่างๆที่กำหนดอยู่แล้ว และรัฐบาลไม่สามารถไปก้าวก่ายหรือเสนอแนวทางใดๆได้” โฆษกรบ. กล่าว

ชัดเจนว่านั่นคือสัญญาณจากนายกรัฐมนตรี ซึ่งชัดแจ้งว่าเป็นการปฏิเสธไม่เอานิรโทษฯตามกระแสข่าว หากถามว่าทำไมถึงต้องปฏิเสธ นั่นเพราะถ้ามองลงไปที่สถานการณ์การเมืองไทยมาถึงขณะนั้น จะเห็นถึงความซับซ้อนที่มากขึ้น  ไม่ใช่มีแค่เรื่องสีเหลือง-สีแดงแล้ว แต่ได้พัฒนาไปในห้วงเวลาเดียวกับที่การปรากฏตัวของธนาธร-ปิยบุตร และพลพรรคอนาคตใหม่ โดยปรากฏตามข้อมูลข่าวสารทั่วไปนั่นคือ มีการต่อต้าน หรือล้มล้างสถาบันเกิดขึ้นอย่างมากและชัดด้วย???

เมื่อธนาธรเข้ามาสู่วงโคจรทางการเมือง นั่นคือ การลงเล่นการเมืองเต็มตัว ในแง่พรรคการเมือง และการเคลื่อนไหวส่วนตัวก่อนหน้านี้!?! จะเห็นว่ามีสิ่งหนึ่งที่ปรากฏจนยากที่จะปฏิเสธได้ เกี่ยวกับการโจมตีสถาบันซึ่งถูกจับเป็นเป้าอย่างชัดแจ้งจากคนบางกลุ่ม ส่วนธนาธรเองมีแนวความคิดรู้สึกอย่างไรต่อสถาบันนั้นเชื่อว่าคนไทยก็คงเห็นและรับรู้แล้วไม่มากก็น้อย

โดยเฉพาะล่าสุดที่พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาเปิดเผยด้วยตัวเองถึงพระเมตตาในการไม่ให้ใช้มาตรา112 ต่อผู้ที่ก้าวล่วงจาบจ้วงละเมิดในห้วง2-3ปีที่ผ่านมา นั่นคือตั้งแต่ปี 2561-2563 อันเป็นปีที่ปรากฏพรรคอนาคตใหม่และธนาธร เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันที่มีพยายามลากโยงกล่าวร้ายกรณีวันเฉลิมหายตัวไปที่กัมพูชา อันปรากฏบางคนบางกลุ่มที่ใส่ร้ายบิดเบือนสร้างกระแสพุ่งเป้าโจมตีสถาบันว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง???

จะด้วยเหตุนี้ด้วยหรือไม่ที่นายกรัฐมนตรีมีท่าทีปฏิเสธถึงกระแสข่าวปล่อยในเรื่องนิรโทษกรรม นั่นเพราะความซับซ้อนทางการเมืองที่เดินเลยเรื่องของเสื้อเหลือง-เสื้อแดง ข้ามเขตแดนมาถึงการต่อต้านสถาบันอันอิงแอบแนบชิดอยู่กับการเมือง ฝ่ายการเมือง พรรคการเมือง??? ซึ่งที่กล่าวเช่นนี้มิได้หมายความว่า พรรคการเมืองหรือนักการเมืองทั้งหมดจะเกี่ยวข้องกับขบวนการที่ว่านี้ หากมีบางคน บางกลุ่มที่ฉวยโอกาสเข้ามาเคลื่อนไหวแฝงเร้นอยู่ด้วยเท่านั้น !?!