ท่านใหม่ถามไม้สักที่สร้างอาคาร เก่าจะเหลืออยู่ไหม หลังดราม่า รื้ออาคารเก่าบอมเบย์เบอร์มา

0

กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงถึงการรื้อถอนอาคารไม้เก่าแก่อายุกว่า131 ปี ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ทำการของบริษัททำไม้ภาคเหนือและภูมิภาคบอมเบย์เบอร์มา ซึ่งปัจจุบันอยู่ในบริเวณสวนรุกขชาติเชตะวันในความดูแลของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 13 (แพร่)

ในภาพอาจจะมี บ้าน, ท้องฟ้า, ต้นไม้, สถานที่กลางแจ้ง และธรรมชาติ
ภาพจาก fb Somrit Luechai

17 มิ.ย.63 มีความเคลื่อนไหวมจ.จุลเจิม ยุคล หรือ’ท่านใหม่’ โพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวระบุว่า…

“ผมเชื่อแน่ว่า อาคารของ บ.บอมเบย์เบอร์มา ต้องสร้างจากไม้สัก แน่นอน เมื่อทุบเสียราบเรียบ ไม้สักที่สร้างอาคาร เก่าจะเหลืออยู่ไหมครับ และเมื่อประกอบใหม่ จะเหลือ ตอไม้สักกี่ต้นให้ได้เห็นกัน”

ผมเชื่อแน่ว่า อาคารของ บ.บอมเบย์เบอร์มา ต้องสร้างจากไม้สัก แน่นอน และเมื่อทุบเสียราบเรียบ ไม้สักที่สร้างอาคาร เก่าจะเหลืออยู่ไหม และเมื่อประกอบใหม่ จะเหลือ ตอไม้สักกี่ต้นให้เราได้เห็นกันม.จ. จุลเจิม ยุคล

Posted by จุลเจิม ยุคล on Wednesday, June 17, 2020

 

สำหรับความสำคัญของบ้านอายุร้อยปีหลังนี้ ทางด้านนายสุรพงษ์ กองจันทึก ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้เปิดเผยระบุว่า อาคารศูนย์เรียนรู้การป่าไม้ อาคารเรือนไม้ 2 ชั้น สถาปัตยกรรมแบบอาณานิคมประยุกต์ ริมแม่น้ำยม สร้างตั้งแต่ ปี พ.ศ.2432 ซึ่งมีอายุ 131 ปี ถือเป็นอาคารที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของชาว จ.แพร่ มาหลายชั่วอายุคน การดำเนินการนี้เป็นโครงการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารเรียนรู้การป่าไม้ สวนรุกขชาติเชตวัน จังหวัดแพร่ ซึ่งสำนักงานบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 13 (แพร่) เป็นเจ้าของโครงการ ใช้เงินทั้งหมด 4,560,000 บาท เริ่มโครงการวันที่ 30 พฤษภาคม 2563 และสิ้นสุดวันที่ 25 พฤศจิกายน 2563

อาคารดังกล่าวเป็นบ้านที่สร้างให้เสริมศรี เอกชัย เติบโตและเข้มแข็ง เป็นนักข่าวนักหนังสือพิมพ์คนสำคัญของไทย ซึ่ง เสริมศรี เอกชัย เจ้าของนามปากกา”สนทะเล” ได้เขียนถึงชีวิตของตนเอง สมัยอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ ในฐานะลูกสาวของขุนวนารักษ์ดำรง (ทองคำ สุวรรณเกสร์) ป่าไม้ภาค ซึ่งมีบ้านหลังนี้เป็นบ้านประจำตำแหน่ง โดยเขียนว่า

“ไม่มีใครรู้ดีกว่าดิฉันเลยว่า ไม่เคยมีความสุขที่ไหน จะเปี่ยมล้นพ้นสมบูรณ์ที่สุด เท่ากับชีวิตของดิฉัน เมื่อพ่อยังมีชีวิตอยู่ เมื่อดิฉันยังเป็นเด็ก

เมื่อดิฉันอยู่ที่เมืองแพร่…

และเพราะความสมบูรณ์ยิ่งในชีวิตที่เคยได้รับมานี่เอง ที่เป็นกำลังใจให้ดิฉันสามารถยืนหยัดรับการคุกคามของเหตุการณ์ต่าง ๆ มาได้…ผ่านชีวิตมาอย่างคนจองหองคนหนึ่ง ที่ไม่เคยคุกเข่าให้ใคร

ดิฉันผ่านชีวิตมาได้โดยไม่ทุกข์ก็เพราะว่า ดิฉันมีความรักเป็นเครื่องทดแทน มีชีวิตที่ผาสุกสมบูรณ์ในวัยเด็ก มีชีวิตอยู่ท่ามกลางความรักของญาติสนิทมิตรสหาย

ดิฉันจึงอยากเหลือเกิน ต้องการเหลือเกิน ที่จะช่วยให้เด็ก ๆ มีความสุขในวัยเด็กของเขา เพราะรู้ดีว่าไม่มีความสุขในวัยไหน จะเท่าเทียมและตรึงตราอยู่ในหัวใจไปชั่วชีวิต เท่ากับความสุขในวัยเด็ก และความรักที่ได้รับเมื่อยังเป็นเด็ก

มันคือยาบำรุงหัวใจให้อ่อนโยน ให้เข้มแข็ง ให้มีเมตตาต่อผู้อื่น ที่ขาดแคลนความรักและความสุข ดิฉันคิดว่าที่โลกและสังคม มันวุ่นวายเดือดร้อนอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะคนส่วนใหญ่ขาดความอบอุ่นและความรักในวัยเด็กของเขาเป็นสาเหตุใหญ่ จึงตั้งหน้าที่จะทำร้ายซึ่งกันและกัน ไม่เพียงทำร้ายผู้อื่น แม้แต่พ่อแม่บุพการีของตนก็ยังทำร้ายจิตใจได้ และแม้แต่ลูกในไส้ของตัวเอง ก็ยังทำเสียจนลูกเกลียดได้

คนพวกนี้ไม่เคยรู้จักว่า ความสุขที่แท้จริงเป็นอย่างไร เพราะว่าเขาไม่เคยมีความสุขในวัยเด็กอย่างดิฉัน…นี่เป็นความจริงนะคะ”

ในภาพอาจจะมี สถานที่กลางแจ้ง และธรรมชาติ
ภาพจาก fb Somrit Luechai