“มาร์กาเรต แทตเชอร์” สตรีเหล็ก เคยสั่งเดือดเปิดฉากสงคราม เทียบเคียง “คิมโยจอง” บงการถล่มเกาหลีใต้

0

จากกรณีที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงที่ทั่วโลกต่างจับตามอง เมื่อเกาหลีเหนือ ได้ทำการระเบิดสำนักงานประสานงานเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ บริเวณนิคมอุตสาหกรรมแกซองทิ้งแบบไม่เหลือซาก ต่อเนื่องจากประเด็นที่รัฐบาลเกาหลีใต้ไม่ยอมหยุดกลุ่มเคลื่อนไหว ให้เข้ามาทำการโปรยใบปลิวโจมตีเกาหลีเหนือที่กรุงเปียงยาง ส่งผลให้เกาหลีเหนือ ที่นำโดย “คิมโยจอง “ น้องสาวของ คิมจองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ประกาศว่าเกาหลีใต้ เป็น “ศัตรู” สร้างความตรึงเครียดอย่างมากให้กับสถานการณ์ตอนนี้

ท่ามกลางการจับตามองของสื่อทั่วโลก ที่ตั้งข้อสังเกตว่า เหตใด ผู้นำเกาหลีเหนือ “นายคิม จอง-อึน” ยังไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณชนมานานกว่า 1 สัปดาห์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่นางสาว “คิม โย-จอง” ผู้เป็นน้องสาวมีบทบาทนำในการจัดการความสัมพันธ์กับเกาหลีใต้ ด้วยการระเบิดสำนักงานประสานงานกับเกาหลีใต้ และในช่วงสถานการณ์ที่เดือดระอุขนาดนี้ ผู้นำเกาหลีเหนืออย่าง “คิมจองอึน” ทำไมถึงไม่ปรากฎตัว จนทำให้หลายคนอยากรู้จักกับ “คิมโยจอง” น้องสาวสุดสวย ที่โหด และดุ เด็ดขาด เนื่องจากเธอเป็นผู้สั่งการทุกอย่างในเกาหลีเหนือตอนนี้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : จับตาระทึกสงครามใหญ่? เปิดประวัติ “คิมโยจอง” น้องสาว “คิมจองอึน” ผู้อยู่เบื้องหลังสั่งการถล่มสำนักงานเกาหลีใต้ เส้นทางชีวิตหญิงเล็กของบ้าน แต่โหดสุด

สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!
สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!

ทั้งนี้หากจะเปรียบเทียบการกระทำของ “คิมโยจอง” ที่ถูกมองว่าเป็นสาวสวยพิฆาต มีความสนิทสนมกับพี่ชาย “คิมจองอึน” จึงไม่แปลกใจที่เธอกล้าสั่งการได้เด็ดขาด เหมือนกับสุภาพสตรีอีกท่านที่กลายเป็นตำนานให้โลกจารึก ก็คือ “มาร์กาเรต ฮิลดา แทตเชอร์” นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรตั้งแต่ พ.ศ. 2522 ถึง พ.ศ. 2533 และเป็นผู้นำพรรคอนุรักษนิยมตั้งแต่ พ.ศ. 2518 ถึงปี พ.ศ. 2533 โดยเป็นผู้หญิงคนแรก ที่ดำรงทั้งสองตำแหน่งพร้อมกันในประวัติศาสตร์สหราชอาณาจักร

ผลงานที่โดดเด่นที่หลายคนยังพูดถึง แม้ว่า “มาร์กาเรต ฮิลดา แทตเชอร์” จะล่วงลับไปแล้ว ตอนนั้นผู้คนในอังกฤษก็ไม่ได้เห็นด้วยเท่าไหร่ คือภายใต้การนำของเธอ เธอสามารถเปลี่ยนพรรคอนุรักษนิยมให้กลายเป็นพรรคขวาจัดมากขึ้น ทำให้การเมืองและสังคมของประเทศอังกฤษแบ่งขั้วมากที่สุดนับแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลแทตเชอร์ได้ใช้นโยบายปฏิรูปที่ค่อนข้างรุนแรง สนับสนุนกิจการเอกชน แปรรูปรัฐวิสาหกิจทั้งอุตสาหกรรมและสาธารณูปโภคที่รัฐบาลก่อน ๆ ยึดเป็นของรัฐคืนเอกชนด้วยการกระจายหุ้น ลดบทบาทสหภาพแรงงาน ลดภาษีเงินได้ และพยายามจัดตั้งบรรษัทขึ้นดูแลการศึกษาและสาธารณสุขที่เป็นหน้าที่ของรัฐ

นอกจากนี้ยังมีผลงานสงครามฟอล์กแลนด์ ที่ถือว่าเป็นชัยชนะของ ‘มาร์กาเร็ต แธตเชอร์’ สตรีเหล็กคนนี้ เนื่องจากในปี 1982 จอมพลเลโอโปลโด กัลเทียรี แห่งกองทัพอาร์เจนตินา ต้องการหมู่เกาะฟอล์กแลนด์กลับคืน และส่งกองกำลังทหารเข้ายึดหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ หมู่เกาะอันเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ซึ่งถือว่าเป็นการประกาศสงครามของอาร์เจนตินา ซึ่งเป็นประเทศกำลังพัฒนา ต่ออังกฤษประเทศมหาอำนาจในขณะนั้น โดยอาร์เจนตินาถือว่าหมู่เกาะฟอล์กแลนด์แท้จริงแล้วคือหมู่เกาะมัลบีนัสของตนที่ถูกอังกฤษยึดครองมากว่าศตวรรษ และในวันที่ 6 เมษายน ปีเดียวกัน อังกฤษจัดตั้งคณะรัฐมนตรีสงคราม นำโดยมาร์กาเรต แทตเชอร์ เธอตัดสินใจเปิดสงครามเพื่อช่วงชิงหมู่เกาะที่อยู่ทางตอนใต้ของแอตแลนติก ห่างไกลจากแผ่นดินแม่ถึง 13,000 กิโลเมตร ทั้งจอมพลรัฐประหารและนายกรัฐมนตรีอังกฤษต่างต้องการชัยชนะเพื่อชื่อเสียงของชาติ

โดยทางฝั่งจอมพลเลโอโปลโด กัลเทียรี ได้รับความสำเร็จในการบุกรุกหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ทำให้ประชาชนในอาร์เจนตินาพากันลืมความทุกข์ยากทางเศรษฐกิจ และการประหัตประหารฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองอย่างโหดร้าย จู่ๆ ทหารในบัวโนส ไอเรสก็ลุกขึ้นมาเป็นนักสู้ต่อต้านนักล่าอาณานิคม กลุ่มนักรบมอนโตเนรอส (Montoneros – ผู้ก่อการร้ายฝ่ายซ้ายในอาร์เจนตินา) ซึ่งจงชังรัฐบาลทหารอย่างรุนแรงยังยื่นข้อเสนอพักรบ อีกทั้งคิวบาของฟิเดล คาสโตรก็เสนอความช่วยเหลือ

แต่ในภายหลัง เมื่ออังกฤษช่วงชิงหมู่เกาะฟอล์กแลนด์กลับคืนมาได้ ในวันที่ 14 มิถุนายน จอมพลกัลเทียรีถึงกับหมดสภาพ ศาลตัดสินคดีความเขาด้วยข้อหาลิดรอนสิทธิมนุษยชนและปฏิบัติงานล้มเหลวระหว่างสงครามฟอล์กแลนด์ และพิพากษาจำคุก 12 ปี

ขณะที่ทางด้านมาร์กาเร็ต แธตเชอร์ ผู้มีชัยจากฟอล์กแลนด์ กลายเป็น ‘สตรีเหล็ก’ ที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก ทั้งที่ก่อนหน้านี้ หลังจากเข้ารับตำแหน่งมาได้สามปี ประชาชนพากันเกลียดชัง เพราะใช้นโยบายปฏิรูปที่ค่อนข้างรุนแรง ให้การสนับสนุนกิจการเอกชน แปรรูปรัฐวิสาหกิจ ทั้งอุตสาหกรรมและสาธารณูปโภคที่รัฐบาลก่อน ๆ ยึดเป็นของรัฐ คืนให้เอกชนด้วยการกระจายหุ้น ลดบทบาทสหภาพแรงงาน ลดภาษีเงินได้

รวมทั้งพยายามจัดตั้งบริษัทให้มาดูแลการศึกษาและสาธารณสุขที่เป็นหน้าที่ของรัฐ อย่างไรก็ตามชัยชนะจากสงครามฟอล์กแลนด์ไม่เพียงแต่จะได้หมู่เกาะกลับคืนมาอยู่ภายใต้อาณานิคมเท่านั้น หากยังได้หน้าได้ตาและเป็นที่เคารพยกย่องของนานาชาติด้วย

อย่างไรก็ตามเหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ครั้งหนึ่งโลกเคยมีผู้นำหญิงที่เด็ดขาด โหด ดุ และตัดสินใจเฉียบขาดมาแล้ว เหมือนกับตอนนี้ที่มีข่าวของ “คิมโยจอง” ซึ่งต้องรอลุ้นต่อไปว่า เธอจะดำเนินการในเกาหลีเหนือต่อไปยังไง ท่ามกลางความสงสัยและตั้งคำถามว่า “คิมจองอึน” อยู่ที่ไหน?