บทเรียนโคโรน่า2019 รับมือโลกโกลาหล ไทยต้องทำอย่างบูรณาการ

0

รายการฮาร์ดคอข่าว ออกอากาศสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5  ได้เชิญ รศ.ดร.แสงเทียน อยู่เถา อาจารย์ด้านเวชสารสนเทศคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล และนักวิชาการสถาบันทิศทางไทย ร่วมพูดคุยถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019  ในประเด็นการบริหารความเสี่ยงในการรับมือสถาการณ์ ในหัวข้อ “โลกโกลาหล ไวรัสมรณะคร่าทะลุ 100 ชีวิต ไทยมั่นใจรับมือได้”

 

รศ.ดร.แสงเทียนกล่าวว่า  ในการดำเนินการเกี่ยวกับการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรน่า  สิ่งแรกจะมีคนทำงานอยู่2ภาคส่วนสำคัญ ส่วนแรกคือผู้ที่ ดูแลเรื่องของไวรัส ผู้ที่ทำการรักษา ส่วนสองคือผู้ที่ดูแลเรื่องของข้อมูลต่างๆ เทคโนโลยี

 

ในส่วนสอง หลักสูตรที่จะเกี่ยวข้องกับเวชสารสนเทศ ก็คือข้อมูลต่างๆทางการแพทย์ เพราะฉะนั้นการจัดการให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลต่าง ๆ สถานการณ์ต่าง ๆที่เกิดขึ้น สิ่งนี้คือความจำเป็นอีกด้านหนึ่ง ที่ควบคู่กับไป กับการรักษาพยาบาล

รศ.ดร.แสงเทียนกล่างต่อด้วยว่า อันดับแรกคือ ต้องตื่นรู้ก่อน  คือ รัฐบาลจะต้องรีบตื่นรู้ก่อนประชาชนทั่วไป ต้องยอมรับว่าประเทศไทยเรามีการดำเนินการทางการแพทย์อยู่ในลำดับต้นๆของโลก  มีผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ค่อนข้างสูง ติดTop tenของโลก  เป็นที่ยอมรับของสากลว่าประเทสไทยมีศักยภาพในเรื่องนี้

 

ในส่วนของสถานการณ์ที่เห็นว่าโกลาหล เวลาเกิด outbreak การแพร่กระจายของโรค แล้วทราบว่าโรคนั้นเป็นสายพันธุ์ใหม่ สามารถติดได้ทุกคน  เมื่อเวลาเกิดลักษณะแบบนี้ ทำให้ทุกคนคิดว่า จะมาถึงตัวได้ง่าย อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้เคยพบโคโรน่ามาแล้ว6สายพันธุ์  ครั้งนี้เป็นสายพันธุ์ที่7 และนับเป็นความโชคดีของเทคโนโลยี ที่ทำให้รู้สายพันธุ์ได้เร็ว ซึ่งจะสามารถระบุได้เลยว่าคือสายพันธุ์ใหม่  และจะสามารถระบุได้เลยวาสนี่คือโรคอุบัติใหม่ ถ้าเคยเกิดขึ้นมาแล้ว จะเป็นอุบัติซ้ำ

 

นี่คือสถานการณ์ของโรคอุบัติใหม่ น่ากลัวตรงที่ยังไม่มียาที่จะสามารถรักษา  และแต่ที่น่ากลัวกว่านั้นก็คือขณะนี้มีการเดินทางมากกว่าในช่วง10ปี ตั้งแต่การระบาดของ ซาร์สและเมอร์ส การเกิดโคโรน่าสายพันธ์ใหม่ 2ครั้งที่ผ่านมา ทำให้พอมองเห็นวงจรต่างๆในการแพร่กระจาย ซึ่งมีการเสียชีพมากกว่าปัจจุบันด้วยซ้ำ แต่ครั้งนี้ที่ส่วนใหญ่กังวลก็คือ การแพร่กระจายมันไปเร็วมาก สายการบินมีการพัฒนา สายการบินราคาประหยัด (Low-cost) ประกอบด้วยคนจีนมีการเดินทางมากขึ้นอย่างมหาศาล

 

เมื่อถามว่า อะไรคือปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการกระจายเชื้อไวรัสโคโรน่า   ทั้งข้อมูลข่าวสาร และสถานการณ์ ทำไมดูประชาชนแตกตื่นกันเป็นอย่างมาก   รศ.ดร.แสงเทียนตอบว่า  อย่างที่บอกว่าการเดินทางการท่องเที่ยวในปัจจุบันรวดเร็วมาก ทำให้คนจีนหลั่งไหลไปเที่ยวทั่วโลกในปริมาณ  เมื่อเทียบกับการกระจายที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับซาร์ส ที่เกิดขึ้นในจีน แต่ตัวที่เป็น เมอร์ส คาบสมุทรอาหรับ ตัวที่สำคัญคือในเมื่อเชื้อไวรัสโคโรน่า   ไม่สามารถมองเห็นว่าเป็นแล้วหรือไม่ ทำให้การกระจายเป็นจำนวนมาก ถ้าเกิดไม่มีอาการไข้  แต่มีอาการทางเดินหายใจ เช่นหายใจไม่สะดวก หรือมีอาการไอจาม นั้นก็ไม่สามารถตรวจสอบพบได้  นี่จึงเป็นปัญหาว่าทำไมเชื้อโรคจึงกระจายไปไกลมาก การที่ไม่แสดงอาการ สั่งผลการแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว

 

สำหรับปัญหาในส่วนข้อมูลของประเทศไทย คือการไม่มีข้อมูล Big data การเดินทางของนักท่องเที่ยวจีน  ดังนั้นในขณะนี้รัฐบาลจะต้องมีคู่มือสำหรับนักท่องเที่ยวจีน และเก็บข้อมูลการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีน ว่าไปที่ไหน สัมผัสกับใครบ้าง  ซึ่งอาจจะมาส่งที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง(ตม.)ในวันสุดท้ายที่เขาจะออกจากไทย ข้อมูลนี้ต้องอัพเดท และมีประสิทธิภาพให้มากขึ้น

เมื่อถามว่าการที่การชาวจีนยังอยู่นอกประเทศจีน ได้สร้างปัญหากับการระบาดของเชื้อไวรัสได้มากน้อยเพียงได้ รศ.ดร.แสงเทียนกล่าวว่า  ตอนนี้เริ่มได้เห็นการแพร่กระจายจริงแล้วว่าสามารถไปยังประเทศอื่นในช่วงที่ผ่านมาได้จริง   อีกทั้งการฟังรับรู้ข้อมูลข่าวสาร จะเห็นว่าการเกิดขึ้น fake news มีอยู่เป็นจำนวนมาก การที่สถานการณ์ให้โลกโกลาหลได้ เพราะส่วนหนึ่งมาจากโซเชียล ก่อนหน้านี้สถานทีหลัก มีสื่อมวลชน ที่เป็นสื่อหลัก  ซึ่งขณะนี้สื่อหลักเริ่มสู้สื่อส่วนบุคคลไม่ได้ ฉะนั้นสื่อโซเชียลมีเดียร์ไปได้เร็วและไกลกว่า ดอกาสที่โลกจะโกลาหลเพราะข้อมูลเท็จจึงมีมากขึ้น

 

รศ.ดร.แสงเทียน ได้แนะนำ https://www.arcgis.com/ เป็นตัวที่จะบอก GIS and data เป็นMap หากใครค้นคว้าข้อมูลอยู่ก็จะเห็นภาพว่าขณะนี้ มีคนเป็นกี่คน อยู่ประเทศไหนบ้าง เป็นความโชคดีที่เรามีเทคโนโลยีทันสมัยในปัจจุบัน แต่ก็ยังไม่สู้ fake news จาก new media ไม่ได้ ยิ่งผู้ที่ไม่บริสุทธิ์ใจต่อรัฐบาล จะยิ่งส่งผลมากเลยทีเดียว

เมื่อถามว่าต้นต่อของการระบาดค่อนข้างชี้ชัดแล้วว่าเกิดจาก สัตว์สู่คน  ในบ้านเราเองก็มีตลาดค้าขายสัตว์ค่อนข้างมาก ประเทศไทยควรจะทำอย่างไร ??  รศ.ดร.แสงเทียนกล่าวว่า เป็นโอกาสที่ดี ที่จีนเริ่มตระหนักในเรื่องของการค้าสัตว์ป่าและเอาจริงเอาจังมากขึ้น ดังนั้นประเทศไทยก็ต้องเอาจริงเอาจังเช่นกัน แต่ว่าไม่ได้มาจากเรื่องกินหรือค้าสัตว์ป่าเพียงอย่างเดียว ยังมีการไปรุกป่าการไปมีสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่กลางป่าใหญ่ ซึ่งปกติเวลาจะน้อยมาก หรือไปท่องเที่ยวก็เดินทางยากลำบาก  แต่ปัจจุบันมีแคมป์

ทั้งนี้รศ.ดร.แสงเทียนยังกล่าวถึงเรื่องของ  “สุขภาพหนึ่งเดียว” ที่เกี่ยวข้องสามอย่าง  คือ เรื่องของสุขภาพของคน สุขภาพของสัตว์  และสุขภาพสิ่งแวดล้อม  ปัญหาคือเราไม่ได้เอาจริงเอาจังกับสุขภาพหนึ่งเดียว แต่กลับมองว่าเป็นเรื่องของกระทรวงสาธารณสุข เป็นเรื่องของ ทางการแพทย์

ยกตัวอย่างเวลาเกิดสถานการณ์โรคอุบัติใหม่แม้กรมควบคุมโรคในประเทศไทยเราถือว่ามีประสิทธิภาพพอสมควร แต่ก็ไม่สามารถสั่งให้โรงพยาบาลเหล่านั้นรักษาคน และรู้ว่าน่าจะเกิดมาจากสัตว์อะไร เพราะเขาไม่มีหน้าที่ไปตาม

 

หรือในสถานการณ์ทั่ว ๆไปอย่างโรคพิษสุนัขบ้าก็ไม่สามารถจะไปตามสัตว์เหล่านี้อยู่ตรงไหนอย่างไร เป็นหน้าที่ของสัตวแพทย์ ปศุสัตว์หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  จึงจะเห็นว่าไม่ใช่เรื่องของกระทรวงสาธารณสุข หรือ แพทย์อย่างเดียว แต่มันเป็นเรื่องของสัตว์และแพทย์ เป็นเรื่องของนักสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องของสังคมศาสตร์ เพราะฉะนั้นสุขภาพมันจึงไม่ใช่วงแคบอยู่ที่กระทรวงสาธารณสุข

 

ถ้ามามองในภาพรวมเห็นว่าการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบที่แท้จริง แม้จะมีMOUกันในปัจจุบันถึง 8 หน่วยงาน 7กระทรวงและสภากาชาดไทย  ในกรณีนี้จะเห็นชัดเจนว่ากระทรวงสาธารณะสุขเป็นแม่งาน แต่ขณะเดียวกันต้องมีการบูรณาการโดยมีคณะกรรมการ มีผู้บัญชาการเหตุการณ์ที่ชัดเจน  ตรงนี้เป็นจุดอ่อนของการดำเนินงานในขณะนี้อยู่เช่นกัน

 

เห็นว่าสถานการณ์ถ้ำนางนอน ที่จ.เชียงราย เรามีผู้บัญชาการเหตุการณ์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นนายกรัฐมนตรี  ในกรณีนี้เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ก็สามารถทำให้เป็นที่ประจักษ์และเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

 

แต่ขณะนี้ 8 หน่วยงานไม่น่าที่จะเพียงพอ โชคดีที่ว่าได้เห็นนายกรัฐมนตรีประกาศออกมาว่ามีกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาด้วย ตรงนี้ชัดเจนเพราะกระทรวงนี้มีผลมากการท่องเที่ยวของคนต่างชาติ อย่างจีนประเทศไทยไม่ต้องรอ WHOประกาศเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินไทยสามารถประกาศได้เองเพราะรู้ว่าคนจีนมาประเทศไทยเป็นจำนวนมาก หน่วยงานต่าง ๆที่ต้องเพิ่มมาอีกก็คือกระทรวงการต่างประเทศ ต้องเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง ตม. การท่า หน่วยงานเหล่านี้เริ่มมีความสำคัญมากขึ้น ไม่ใช่เรื่องของกระทรวงสาธารณสุขอีกต่อไป

 

โดยเป็นไปลักษณะของOne Health ที่ต้องร่วมบูรณาการ ขณะที่สถาบันทิศทางไทย ชี้ให้เห็นตั้งแต่เริ่มต้นว่า รัฐบาลจะต้องรีบบูรณาการเพื่อดำเนินการต่าง ๆ คือต้องคิดว่าสถานการณ์ที่แย่เอาไว้ก่อน ไม่ใช่คิดแบบว่าดีไว้ก่อน ซึ่งเวลาประชาสัมพันธ์ต้องประชาสัมพันธ์ให้คนตื่นรู้ไม่กระหนก เรื่องนี้ต้องแยกกัน

 

ขณะเดียวกันรัฐบาลหรือทีมงานทั้งหมดที่จะตั้งขึ้นมาต้องคิดไว้ก่อนว่าสถานการณ์เลวร้ายจริง ๆจะเป็นอย่างไร ต้องให้กระทรวงกลาโหมมาเกี่ยวด้วยหรือไม่ ต้องมีการเคลื่อนย้ายเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่เพราะว่ากำลังทหารของเรามีประสิทธิภาพสูง เพราะฉะนั้นหากมีการเคลื่อนย้ายกระทรวงสาธารณสุขอาจจะเคลื่อนย้ายไม่ทันท่วงที โชคดีที่โคโรน่า 2019 ไม่รุนแรง ถึงขนาดติดเชื้อแล้วเสียชีวิตเลย  อัตราการเสียชีวิตน้อยก็เลยทำให้มีความรู้สึกว่าความโกลาหลนั้นน้อยลง แต่หากว่ามีการเสียชีวิตมากกว่านี้เราก็ไม่รู้ว่าในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น จึงอยากให้เรื่องนี้เป็นบทเรียน

ชมคลิป https://www.youtube.com/watch?v=2GED07csHcM