ตาวัย 70 หายป่วยจากโควิด-19 ช็อกหนักเจอบิลค่ารักษามหาศาล หลังอยู่รพ.นาน 62 วัน

0

กลายเป็นเรื่องราวที่สร้างความตกใจไม่น้อยเลยทีเดียว เมื่อคุณตาวัย 70 ปี เข้ารับการรักษาอาการป่วยโควิด-19 นานราว ๆ 2 เดือนกว่า แต่ใครจะไปคาดคิดว่าบิลค่ารักษาทั้งหมด ทำเอาคุณตาอยากจะทรุดอีกรอบ

โดยในเว็บไซต์ฟ็อกซ์นิวส์ ได้เปิดเผยเรื่องราวของ ไมเคิล ฟลอร์ ชายชราวัย 70 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิตจากโรคโควิด-19 ในสหรัฐฯ หลังจากที่เจ้าตัวใช้เวลาต่อสู้กับโรคร้ายอยู่นาน 62 วัน อย่างไรก็ตาม คุณตาฟลอร์ถึงกับลมแทบจับเมื่อได้เห็นบิลค่ารักษาพยาบาล ที่พิมพ์ออกมาเป็นลิสต์ยาวถึง 181 หน้า คิดค่าใช้จ่ายทั้งหมดเป็นมูลค่าร่วม 1.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 34 ล้านบาท)

นอกจากนี้มีข้อมูลจากซีแอตเทิลไทม์ส เปิดเผยเพิ่มว่า คุณตาฟลอร์เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลที่เมืองซีแอตเทิล รัฐวอชิงตัน ตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2563 ซึ่งเป็นช่วงที่สหรัฐฯ ยังมีเคสผู้ติดโควิด-19 ยืนยันเพียงไม่มาก ทั้งประเทศมีผู้ป่วยแค่ 149 รายเท่านั้น เมื่อเทียบกับปัจจุบันที่มีผู้ป่วยทะลุหลักล้าน โดยตลอดระยะเวลาการรักษาตัวอันยาวนาน ตาฟลอร์ได้เฉียดใกล้ความตายมาหลายครั้ง จนแพทย์ถึงกับบอกให้ทางครอบครัวทำใจและบอกลาเขาผ่านโทรศัพท์

บอกลาอาการคิดหนัก บอกลาซาด้า
บอกลาอาการคิดหนัก บอกลาซาด้า

แม้ว่าต้องเผชิญความผิดปกติที่หัวใจ ไต และปอด อวัยวะเกือบล้มเหลว ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจอยู่เป็นเวลานาน ถูกสังเกตอาการอยู่ในห้องแยกของไอซียู แต่ในที่สุดเขาก็สามารถเอาชนะโรคร้าย และออกจากโรงพยาบาลได้ท่ามกลางความยินดีของแพทย์และพยาบาลร่วม 50 คน ที่มายืนปรบมือแสดงความยินแก่เขา ในวันที่คุณตาสามารถกลับบ้านได้

ล่าสุดทางด้านคุณตาฟลอร์ เปิดใจยอมรับว่าแทบจะถูกฆ่าซ้ำอีกรอบ จากบิลค่ารักษาพยาบาลที่เป็นเงินมูลค่ามหาศาล ทันทีที่เขาเปิดบิลออกดู ก็ถึงกับต้องสบถออกมา “ผมรู้สึกผิดแม้ผมจะรอดชีวิตมาได้ มันเป็นความรู้สึกแบบ…ทำไมต้องเป็นผม ทำไมผมต้องมาเจอเรื่องทั้งหมดนี้ ดูค่าใช้จ่ายที่เหลือเชื่อเหล่านี้สิ มันจะยิ่งทำให้คนที่รอดชีวิตรู้สึกผิดมากขึ้นอย่างแน่นอน”

สำหรับค่าใช้จ่ายกว่า 1.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีถึง 408,912 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 12.6 ล้านบาท) สำหรับการนอนรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู 42 วัน อีก 82,215 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.55 ล้านบาท) เป็นค่าใช้เครื่องช่วยหายใจนาน 29 วัน รวมถึง 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.1 ล้านบาท) สำหรับการรักษาหัวใจ ไต และปอด ระหว่างอยู่ในโรงพยาบาล และยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ส่วนที่เหลืออีก

อย่างไรก็ตาม เคราะห์ยังดีที่คุณตาฟลอร์มีประกันชีวิต และเขาก็อยู่ในโครงการหลักประกันสุขภาพ Medicare ของรัฐ ทำให้เหลือยอดเงินที่คุณตาต้องรับผิดชอบจ่ายเองเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่คุณตาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิด เพราะเขารู้ดีกว่ามีเงินจากผู้เสียภาษีและลูกค้าประกันชีวิตรายอื่น ๆ ที่ต้องถูกนำมาจ่ายค่ารักษาเพื่อให้เขาได้มีชีวิตอยู่ต่อ

“เป็นเงินนับล้านที่ใช้เพื่อช่วยชีวิตผม แน่นอนว่าสำหรับผม เงินเหล่านี้ถูกใช้อย่างคุ้มค่า แต่ผมก็รู้แหละว่าตัวเองอาจจะเป็นคนเดียวที่พูดแบบนี้”

ขอบคุณข้อมูล : ฟ็อกซ์นิวส์, ซีแอตเทิลไทม์ส