“หมอระวี”ชูแก้3ต้นตอสร้างฝุ่นพิษ PM2.5 ชี้รบ.ต้องกล้าเปลี่ยนเพื่ออนาคตลูกหลาน

0

เมื่อวันที่ 28 ม.ค. 63 สถาบันทิศทางไทย ได้จัดโซเชียลเสวนา “ทิศทางไทย ทางออกสร้างสรรค์รับมือวิกฤติ Outbreak โคโรน่า และฝุ่นพิษ pm2.5” นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่หนึ่งในผู้ร่วมเสวนา ได้เสนอมาตราการการกำจัด ฝุ่นพิษ pm2.5 ระบุว่า

ในส่วนตัวเห็นด้วยกับทุกมาตรการของรัฐบาลที่ออกมา ค่อนข้างเป็นมาตรการที่ดีและรอบด้าน แต่มีปัญหาคือเมื่อดูทั้งหมดแล้วยังไม่เห็นชัดเจนว่าปีหน้าหรือ5ปีข้างหน้า ฝุ่นPM 2.5 วัดแล้วจะเหลือ 20 -30หรือไม่ หรือว่าถึงหน้าแล้งก็ทะลุถึง 200 อีกหรือไม่

สิ่งแรกหากเราจะแก้ปัญหาฝุ่นPM2.5 ต้องคิดว่าต้นตอมาจากไหน และแก้ที่ต้นตอนั้น ก็คือการเผาในที่โล่ง และการเผาป่า ทำให้เกิดฝุ่นPM2.5 ในประเทศไทยมากกว่า 50%  ที่มาของฝุ่นPM2.5ในประเทศไทย ถ้าเป็นทางใต้และทางเหนือ พบว่าสัดส่วนจำนวนมหาศาลมาจากการเผาป่าของต่างประเทศ Hotspots (จุดความร้อน)ประเทศไทยมี20%  ที่เหลือเป็นประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้นฝุ่นไม่ได้จากประเทศไทยเพียงอย่างเดียว  ฉะนั้นรัฐบาลต้องเป็นเจ้าภาพเปิดการประชุมอาเซียน แก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วนและจริงจัง  มีการประกาศมาตราของอาเซียนเลยว่า จะยุติปัญหานี้ภายในระยะเวลาที่กำหนด จึงจะเกิดความชัดเจน

ส่วนการเผาในประเทศ เรื่องแรกการเผาป่า  ในโครงการ Goodbye เชียงราย หมอกควัน  ข้าราชการ-ชาวเชียงรายได้คิดขึ้นและได้ลงมือปฏิบัติ ซึ่งได้ผล รับบาลควรนำเรื่องนี้ถ่ายทอดไปยังภาคเหนือและจังหวัดอื่นๆทั้งหมด  เป็นการรณรงค์ในการหยุดเผาป่า ด้วยกระบวนการที่ประชาชนมีส่วนร่วม และควบคุมกฎหมาย บทลงโทษต้องออกให้ชัดเจนขึ้น  ประการที่สองต้องสงเสริมการสร้างฝายมีชีวิต จะช่วยเก็บกักน้ำไว้ ซึ่งจะลดการเผาป่า หรือไฟป่าลงไปได้

สำหรับการเผาในประเทศที่มีจำนวนมาก นั้นก็คือการเผาไร่อ้อย ซึ่งควรมีมาตรการที่ชัดเจนว่า อีก2-3ปีข้างหน้าฝุ่นจากการเผาไร่อ้อยต้องหมดไป ด้วยมาตรการที่เหมาะสมและเป็นธรรม  ใครเผา โรงงานน้ำตาลห้ามรับซื้อ ถ้าโรงงานไหนรับซื้อ ต้องปิดโรงงาน

ในส่วนของการเผาวัสดุที่เหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ฟางข้าว ซังข้าว ใบอ้อย กิ่งไม้ผล  หรือแกลบ เป็นต้น พวกนี้ไม่มีค่า ทำให้ชาวบ้านต้องจุดเผา  จึงขอเสนอเป็นรูปธรรม ให้รัฐบาลเพิ่มปริมาณโรงไฟฟ้าชุมชน แบบชีวมวล และชีวภาพ ซึ่งคณะกรรมการพลังที่นายกรัฐมนตรีได้อนุมัติ เดิมเสนอ1000เมกะวัตต์ เหลือลงมา700เมกะวัตต์  อยากให้กลับไปใช้ 1000เมกะวัตต์ ตามเดิม แล้วต้องกระจายให้ทั่วประเทศ เพราะ โรงไฟฟ้า 1เมกะวัตต์ จะใช้พืชพลังงาน 40 ตันต่อวัน  ถ้า1000เมกะวัตต์ จะต้องใช้พืชพลังงานเหล่านี้ ประมาณ40หมื่นตันต่อวัน คิดแล้ว14.5ล้านตันต่อปี เพื่อป้อน 1000เมกะวัตต์

นพ.ระวียังย้ำด้วยว่า ตนได้ไปดูงานมา แกลบเมื่อก่อนไม่มีค่า เดี่ยวนี้แกลบแถวภาคอีสานป้อนโรงไฟฟ้า ตันละ1,500บาท  เพราะฉะนั้นถ้ามีโครงการนี้ออกมาวัสดุที่เหลือใช้ทางการเกษตรจะถูกเก็บและส่งเข้าโรงงานไฟฟ้า  เมื่อถูกเผาออก ระบบท่อไอเสียควบคุม 0.1ไมครอนถึงจะผ่านได้ 2.5 ผ่านไม่ได้

สิ่งสำคัญต้องทำ contract farming ถ้าจะตั้งโรงไฟฟ้าชุมชนต้องเซ็นสัญญากับประชาชนที่อยู่บริเวณรอบ 1,000ไร่  ต่อ 1 เมกะวัตต์ ถ้าโรงไฟฟ้า  5 เมกะวัตต์ ต้องมีพื้นที่ 5,000ไร่   อาจจะเป็นปลูกข้าวแล้ว ต่อไปให้นำแกลบมาขาย  ปลูกข้าวโพด ปลูกเสร็จหักข้าวโพดเสร็จ นำซังมาขาย ป็นต้น ถ้าโครงการนี้เกิดขึ้นวัสดุที่เหลือใช้ทางการเกษตร 14.5 ล้านตันต่อปี จากเดิมที่ต้องเผาทิ้ง จะมีมูลค่าทั้งหมดและจะไม่มีการเผาทิ้ง

ประเด็นต่อมาก็คือการส่งเสริมการทำปุ๋ยหมัก และส่งเสริมการทำเกษตรผสมผสานหยุดการทำไร่เลื่อนลอยในภาคเหนือ ซึ่งตรงกับ นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล คณบดีวิทยาลัยการแพทย์บูรณาการ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ ที่ได้เสนอไปแล้วก่อนหน้านี้

ประเด็นที่สองคือภัยจากยานยนต์  เสนอให้รัฐบาลต้องชัดเจน คือ 1.ต้องกำหนดมาตราการการส่งเสริมการตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า รถEV  ทั้งรถจักรยานยนต์ รถยนต์ รถสิบล้อ รวมถึงเรือ  เรือหางยาวต่อไปต้องหยุดใช้  และใช้ที่เป็นเครื่องยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดแทน  2. กำหนดมาตราหยุดใช้รถเก่าที่อายุมากกว่า10ปี หยุดนำเข้ารถเก่าทุกชนิด ซึ่งไม่จำเป็นถ้าสามารถผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นความหวังของคนไทย เพราะด้วยเทคโนโลยีที่มีอยุ่ประเทศไทยอาจสามารถผลิตรถยนต์ไฟฟ้าได้ทั้ง100%ด้วยคนไทยเอง 3.ต้องสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้า พื้นที่เมือง เช่นกทม.ต้องกำหนดว่ารถจักรยานยนต์รับจ้างอีก2ปีข้างหน้า รถเก่าใช้ได้5ปี แล้วต่อไปห้าใช้ในพื้นที่  และ รถจักรยานยนต์รับจ้างต่อไปต้องเป็นรถไฟฟ้าหมด ขณะที่รถขสมก.ใช้เครืองยนต์ควันดำ จะเปลี่ยนเป็น NGV ต้องหยุด  แล้วข้ามมาใช้รถไฟฟ้า  ซึ่ง NGVถึงจะมีฝุ่นพิษน้อยแต่ก็ยังมี อีกทั้งยังเป็นการใช้ปิโตรเลี่ยมซึ่งโลกอนาคตการใช้ปิโตรเลี่ยมจะลดลง 4.สถานีชาร์ตประจุไฟฟ้าต้องทำทั่วประเทศ ให้เป็นราคาพิเศษในช่วงพีค ซึ่งเป็นช่วงที่ไฟฟ้าผลิตเหลือ  ดังนั้นถ้าใครไปชาร์ตในช่วงดังกล่าวให้ราคาถูกลง

“ภายใน2ปี หรืออย่างมาก3ปี หยุดจดทะเบียนรถใหม่ที่เป็นปิโตรเลี่ยมฟันธงมาเลย สอดคล้องทั้งทิศทางโลก สอดคล้องทั้งการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมโลก ที่ทำให้โลกร้อน สอดคล้องทั้งการแก้ฝุ่นPM2.5ในเมืองใหญ่ เราจะเห็นภาพเลยว่า ฝุ่นPM2.5จะลดเท่าไหร่ ในระยะเวลากี่ปีอย่างเป็นรูปธรรม”

ประเด็นที่สามฝุ่นPM2.5จากโรงงานอุตสาหกรรม  ถ้าเครื่องจักรรุ่นใหม่ต้องเปลี่ยนเป็นรุ่นที่ไม่มีมลภาวะ ระบบท่อไอเสีย สมัยนี้เทคโนโลยีสามารถควบคุมได้ ไม่ให้ฝุ่นPMหลุดออกมาเลย ได้ ส่วนโรงงานเก่าให้บังคับเปลี่ยนท่อไอเสีย แม้จะใช้เครื่องจักรไม่เป็นไร แต่ระบบท่อไอเสีย ซื้อมาติดตั้งเพิ่ม  แต่ตั้งมีระยะผ่อนผัน หรือสนับสนุนเงินทุน ดอกเบี้ยกู้ราคาถูก เป็นต้น   รวมไปถึงโรงผลิตไฟฟ้าทั้งถ่านหิน และปาล์ม ว่ามีฝุ่นPMหลุดรอดออกมาหรือไม่ ถ้ามีก็ต้องทำระบบท่อไอเสียใหม่

ประการต่อมา เรื่องการควบคุมการก่อสร้าง ตึกทุกตึกก่อสร้างสูงขนาดไหนก็ตาม ต้องต่อท่อน้ำขึ้นไป ลงทุนเพียงเครื่องปั้มน้ำ และพอหน้าแล้ง ก็เปิดสปริงเกอร์จากยอดตึกลงมา กำหนดไว้ให้เป็นการวางระเบียบการก่อสร้าง

นพ.ระวีสรุปทิ้งทายว่า เมื่อทำเช่นจะควบคุม การเผาที่โล่ง50% ยานยนต์ 10-15% อุตสาหกรรม 10-15% โรงผลิตไฟฟ้า3-5% รวมกว่า80% แบบว่าปัญหาฝุ่นPM2.5จะหมดไป  อีก3-5ปีลุกหลานของเราจะหายใจได้อย่างบริสุทธ์ ซึ่งรัฐบาลต้อง”กล้า” ถ้าไม่กล้า ก็ไม่สามารถสร้างอนาคตให้ลุกหลานได้