การใช้ปัญญาประดิษฐ์ขับเคลื่อนธุรกิจสู่แนวหน้า :INTRODUCTION … Al เครื่องจักรที่เรียนรู้ได้เก่งกว่ามนุษย์

0

การใช้ปัญญาประดิษฐ์ขับเคลื่อนธุรกิจสู่แนวหน้า  :INTRODUCTION    Al เครื่องจักรที่เรียนรู้ได้เก่งกว่ามนุษย์

แปลโดย ดร.วีรพจน์  ลือประสิทธิ์สกุล

เขียน เบอร์นาร์ด มารร์ และ แมต วอร์ด

 

สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนก็คือปัญญาประดิษฐ์(AI)กำลังจะเปลี่ยนแปลงโลกของเราตลอดไปกาล และ การเปลี่ยนแปลงนี้ดูเหมือนว่าจะลึกซึ้งยิ่งกว่าที่คนส่วนใหญ่ตระหนักถึงกันในวันนี้ ไม่ว่าคุณจะทำงานอะไรก็ตาม ธุรกิจหรืออุตสาหกรรมใดที่คุณทำงานอยู่ ถ้าไม่ปฏิรูปตนเองอย่างสิ้นเชิง AI ก็จะแทรกซึมเข้ามาแทนที่

AI กำลังมอบความสามารถในการมองเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รู้รส สัมผัส พูดคุย เดิน บินและเรียนรู้ได้ ให้แก่เครื่องจักร นี่หมายถึง ธุรกิจสามารถพัฒนาวิธีการใหม่ๆ ในการมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า เสนอขายผลิตภัณฑ์และบริการที่จะทำให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ชาญฉลาดมากขึ้น ทำกระบวนการให้เป็นอัตโนมัติ และ เพิ่มความสำเร็จของธุรกิจ

 

ต้องบอกว่า เราเองก็ทราบเช่นกันว่ามีการโจษจันและความสับสนมากมายเหลือเกินเกี่ยวกับ AI บางคนมองว่ามันเป็นภัยคุกคามที่สำคัญที่สุดสำหรับอารยธรรมของเรา ในขณะที่บางคนเชื่อว่า AIจะเป็นนักบุญมาไถ่บาปปัญหาที่ท้าทายมากที่สุดของมนุษยชาติ ตั้งแต่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึง การรักษาโรคมะเร็ง อย่างไรก็ตาม จุดมุ่งหมายของหนังสือเล่มนี้ เราจะตัดเรื่องโจษจันและความตื่นกลัวเหล่านั้นออกไป แต่จะมุ่งนำเสนอให้ผู้อ่านได้เห็น นวัตกรรมล่าสุดขั้นสูงสุด หรือขั้นบุกเบิกที่ AI ถูกนำมาใช้ในธุรกิจ ณ วันนี้

 

ด้วยการแบ่งปันกรณีใช้งานจริงล่าสุดและล้ำสมัยที่สุดจากหลากหลายอุตสาหกรรม เราหวังว่าจะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจ AI ได้ชัดเจนขึ้น พร้อมทั้งสร้างแรงบันดาลใจให้คุณเห็นโอกาสที่เปิดกว้างมหาศาล ที่ AI จะหยิบยื่นให้ เราเขียนหนังสือเล่มนี้สำหรับทุกคนที่ปรารถนาจะเข้าใจ AI ให้มากยิ่งขึ้น และได้พยายามเก็บรายละเอียดทางเทคนิคไว้ในระดับที่ใคร ๆก็สามารถเข้าใจได้ ในขณะเดียวกันเราก็พยายามสอดใส่เนื้อหาทางเทคนิคบ้างเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับผู้ที่ทำงานอยู่ในสายงาน AI

 

ในหนังสือเล่มนี้ แน่นอนว่า ผู้อ่านจะได้รับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับวิธีการที่ยักษ์ใหญ่ด้าน AIเช่น Google, Facebook, Alibaba, Baidu, Microsoft, Amazon และ Tencent ใช้มัน ขณะเดียวกัน ผู้อ่านก็จะได้เรียนรู้วิธีการที่บริษัทแบบดั้งเดิมซึ่งครอบครองตลาดในอุตสาหกรรมเกือบทุกประเก ตลอดจน พวกสตาร์ทอัพที่มีนวัตกรรม นำ AI มาใช้

 

เราหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะให้ภาพตามที่เป็นจริงของสถานะปัจจุบันของงานสร้าง : ที่บรรดาผู้เป็นแนวหน้า AI กำลังเร่งเครื่องเต็มสูบ ทิ้งห่างธุรกิจแบบดั้งเดิมจำนวนมากไว้เบื้องหลังอยู่ที่เส้นสตาร์ท; ที่ซึ่งธุรกิจแบบดั้งเดิมก็กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อปฏิรูปตัวเองและใช้ AI เพื่อช่วยให้สามารถคงอยู่ได้ต่อไปในเวทีแข่งข้น; และที่ซึ่งพวกสตาร์อัพที่กำลังใช้ AI เพื่อท้าทายทั้งผู้บุกเบิกที่เป็นแนวหน้าและพวกธุรกิจแบบดั้งเดิม

 

เทคโนโลยีที่ทรงพลังที่สุดของมนุษยชาติ

 

AI เป็นเทคโนโลยีที่ทรงพลังที่สุดที่มนุษย์มีอยู่ในยุคนี้ และใครก็ตามที่เพิกเฉยต่อมันถือว่าได้ทำความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง ผู้นำของชาติต่าง ๆ และของธุรกิจทั้งหลาย ก็เช่นกัน กำลังประเมินศักยภาพของโอกาสที่ นำมาให้ พร้อมกับ ความเสี่ยงของการถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ในยุค “ตื่นทอง” นี้

 

ในสหรัฐอเมริกา ทำเนียบขาวได้เผยแพร่เอกสารเชิงนโยบายมากมายที่ตอกย้ำความสำคัญเชิงกลยุทธ์ของ AI ในปี 2559 ภายใต้ประธานาธิบดีบารัคโอบามา ทำเนียบขาว ออกรายงานฉบับแรก “การเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตของปัญญาประดิษฐ์”   ซึ่งได้วางรากฐานสำหรับกลยุทธ์ A Iของสหรัฐ ในปี 2561 ภายใต้ โดนัลด์ ทรัมป์ ภายหลังการ

ประชุมสุดยอด AI  ที่ทำเนียบขาว ฝ่ายบริหารได้ออกเอกสาร  “ปัญญาประดิษฐ์สำหรับชาวอเมริกัน”  ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า:  “เราใกล้จะถึงการปฏิวัติทางเทคโนโลยีครั้งใหม่ ที่สามารถปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเราในทุกด้าน สร้างความมั่งคั่งใหม่มากมายสำหรับคนงานและครอบครัวชาวอเมริกัน และเปิ ดกว้างไปสู่พรมแดนใหม่ ทางวิทยาศาสตร์

การแพทย์และการสื่อสาร ” เป้าหมายของการบริหารประเทศอเมริกาก็คือ การรักษาความเป็นผู้นำของอเมริกันในสาขา AI โดยเร่งรัดการวิจัย AI และการนำไปใช้งาน และ โดยการฝึกอบรมแรงงานอเมริกันในอนาคต เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบจากประโยชน์ของ AI

 

ประธานาธิบดีปูตินของรัสเซียกล่าวว่า  “ปัญญาประดิษฐ์เป็นอนาคต ไม่ใช่เฉพาะสำหรับ รัสเซีย แต่สำหรับมนุษยชาติทั้งหมด [… ] ใครก็ตามที่เป็นผู้นำในโลกของ AI จะได้เป็น ผู้ปกครองโลก”

 

จีนได้จัดทำแผนที่มีความทะเยอทะยานที่สุดในการนำAI มาใช้ด้วยเป้าหมายของการ เป็นผู้นำระดับโลกในสาขา AI ภายในปี 2030

 

ในยุโรป คณะกรรมาธิการยุโรปได้เผยแพร่กลยุทธ์ AI ในปี 2561 ซึ่งกล่าวว่า “เหมือนกับ เครื่องจักรไอน้ำหรือกระแสไฟฟ้าในอดีต AI กำลังเปลี่ยนโลกของเรา สังคมของเรา และ อุตสาหกรรมของเรา การเจริญเติบโตของพลังการคำนวณ ข้อมูลที่มีอยู่มากมาย และ ความก้าวหน้าของอัลกอริทึม ได้พลิกให้AI กลายเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์ที่มี ความสำคัญมากที่สุดแห่งศตวรรษที่ 21 วิธีที่เราเดินเข้าหา AI จะเป็นตัวกำหนดโลกที่เรา อาศัยอยู่”

 

ผู้นำธุรกิจต่างก็เห็นด้วย Jeff  Bezos CEO ของ Amazon เชื่อว่า “เราได้เข้าสู่ยุคทองของ AI ที่ช่วยให้เราสามารถแก้ปัญหาซึ่งครั้งหนึ่งเคยอยู่ในอาณาจักรของนิยายวิทยาศาสตร์”

 

Sergey  Brin ผู้ร่วมก่อตั้งของ Google กล่าวว่า: “ฤดูใบไม้ผลิใหม่แห่ง AI นับเป็นการพัฒนาวงการคอมพิวติ้งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของฉัน”  และ Microsoft CEO Satya Nadella เรียก AIว่า “คือนิยามของเทคโนโลยีแห่งยุคสมัยของเรา”  ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหารของWorld  Economic Forum, Klaus Schwab พร้อมกับคนอื่นๆ เชื่อว่า AI (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง

เมื่อรวมกับนวัตกรรมทางเทคโนโลยีอื่น ๆทั้งหมด) ได้ทำให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สี่ที่กำลังเปลี่ยนแปลงทุก ๆส่วนของธุรกิจและสังคม

 

ปัญญาประดิษฐ์คืออะไร? กำเนิดใหม่ เครื่องจักรเรียนรู้ลึก

 

AI ไม่ใช่เรื่องใหม่และไม่ใช่เรื่องวิเศษแต่ประการใด การพัฒนา AI ได้เริ่มต้นมาตั้งแต่ทศวรรษ 1950 AI หมายถึงความสามารถของระบบคอมพิวเตอร์หรือเครื่องจักรที่จะแสดงพฤติกรรมของการใช้ปัญญา กล่าวคือทำหน้าที่และเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ในรูปแบบพื้นฐานที่สุด AI จะนำข้อมูลมาใส่เข้าไปในกฎการคำนวณบางอย่าง (หรืออัลกอริทึม) จากนั้น จะทำ

การตัดสินใจหรือคาดการณ์ผลที่จะปรากฏออกมา

 

ตัวอย่างเช่น ข้อมูลอาจเป็นภาพของคำที่เขียนด้วยลายมือ ตัวอักษร หรือ ตัวเลข อัลกอริทึมจะเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เขียนโดยมนุษย์โดยใช้กฎเกณฑ์ชุดหนึ่ง เช่น รูปร่าง ทั่วไปของตัวอักษรแต่ละตัว และระยะห่างระหว่างคำ สิ่งนี้ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถวิเคราะห์รูปภาพที่สแกนข้อความที่เขียนด้วยลายมือ ประยุกต์ใช้กฎดังกล่าว และตัดสินใจว่า มีตัวอักษร ตัวเลข และ คำใดบ้าง ที่อยู่ในรูปภาพลายมือเขียนนั้น นั่นก็คือการทำให้เครื่องสามารถอ่านลายมือเขียนได้AI ประเภทนี้ถูกนำมาใช้ตั้งแต่ต้นปี 1997 แล้ว เช่น US Postal Services ใช้มันอ่านที่อยู่บนจ่าหน้าบนซองจดหมายโดยอัตโนมัติสำหรับการใช้งานที่แคบ เช่นนี้AI ชนิดนี้ทำงานได้ดี (หมายเหตุ ในสมัยที่ผู้แปลเรียนปริญญาเอกอยู่ที่ Kyoto University เมื่อปี 1989 ได้มีโปรแกรมแปลภาษาอังกฤษ-ญี่ปุ่นให้เรียกใช้จากเซิร์ฟเวอร์ของมหาวิทยาลัยแล้ว)

 

AI ที่ยึดตามกฎเกณฑ์แบบนี้จะมีปัญหาเมื่อเจอกับงานที่มีความซับซ้อนมาก ๆ หรือเมื่อมนุษย์เราไม่สามารถอธิบายกฎเกณฑ์นั้นออกมาได้ ดังนั้นจึงไม่สามารถเขียนโปรแกรมให้เป็นอัลกอริทึมได้การพูดภาษา การจดจำใบหน้าของเพื่อนในขณะเดินผ่านฝูงชน เป็นตัวอย่างของทักษะที่เราพัฒนาขึ้นมาจากประสบการณ์ แม้กระนั้นเราก็ไม่สามารถอธิบายกฎเกณฑ์ที่ใช้อยู่ในสมองออกมาให้เป็นที่เข้าใจได้ง่าย

 

เราได้เรียนรู้ ทักษะเหล่านั้นผ่านเครือข่ายของเซลล์ประสาทในสมองของเรา ซึ่งถูกโปรแกรมให้ จดจำใบหน้ าโดยดูที่ใบหน้านั้นจากมุมที่แตกต่างกันหลายๆมุมผ่านช่วงระยะเวลาหนึ่ง หรือ เราได้เรียนรู้ว่าจะเดินอย่างไร จะพูดคุยอย่างไร ผ่านการลองผิดลองถูก ใน AI สมัยใหม่ เราจำลองกระบวนการนี้ขึ้นโดยใช้เครือข่ายประสาทเทียม และ แทนที่จะให้มนุษย์นำชุดของกฎเกณฑ์มาเขียนโปรแกรม เราปล่อยให้เครื่องจักรสร้ งกฎด้วยตัวเอง เช่นเดียวกันกับที่สมองของเราเรียนรู้จากประสบการณ์เราเรียกสิ่งนี้ว่า “การเรียนรู้ของเครื่อง”

 

ใน “การเรียนรู้ของเครื่อง” เราจะฝึก AI ด้วยข้อมูลชุดหนึ่ง เช่น ป้อนรูปภาพหลายพันภาพที่มีทั้งใบหน้ามนุษย์หรือไม่มีใบหน้ามนุษย์ คอมพิวเตอร์จะรับข้อมูลและสร้างอัลกอริธึมของตนเองขึ้นมา  บ้างก็เป็นแบบพึ่งพาตนเองอย่างสมบูรณ์ (การเรียนรู้ของเครื่องแบบไม่มีการสอน) บ้างก็เป็นแบบได้รับความช่วยเหลือจากมนุษย์ (การเรียนรู้ของเครื่องแบบมีการสอนหรือแบบกึ่งมีการสอน)

 

เมื่อ“การเรียนรู้ของเครื่อง”  สร้างเครือข่ายประสาทเทียมขึ้นมาหลายๆชั้น ในขณะเรียนรู้กับข้อมูลสำหรับฝึก (ซึ่งทำให้มันมีสมรรถนะสูงขึ้น) เราเรียกสิ่งนี้ว่าเป็น “การเรียนรู้ลึก”

 

“การเรียนรู้ลึก” ช่วยให้เราก้าวหน้าในสาขา AI อย่างรวดเร็ว เช่น ความสามารถของคอมพิวเตอร์ในการมองเห็นและรู้จำสิ่งของหรือคนที่อยู่ในภาพนิ่งหรือในวิดีโอ (การมองเห็นของเครื่อง) หรือ ทำให้เครื่องมีความสามารถในการเข้าใจและผลิตชิ้นงานเขียนหรือบทพูดขึ้นเองได้ ซึ่งเราเรียกว่า การประมวลผลภาษาธรรมชาติซึ่งพบเห็นได้ใน chatbots  (a computer

program designed to simulate conversation with human users, especially over the Internet) ที่อยู่ในเว็บไซท์ต่าง ๆ หรือคู่สนทนาฉลาดประจำบ้านของ Amazon’s Echo

 

มีสองเหตุผลสำคัญที่ทำให้“การเรียนรู้ลึก” เจริญรุ่งเรืองในวันนี้:

 

1.เรามีข้อมูล: ข้อมูลเป็นวัตถุดิบที่เป็นเชื้อไฟให้แก่ AI ในยุคสมัยของข้อมูลขนาดใหญ่เช่นปัจจุบันนี้ เราได้สร้างข้อมูลมากมายอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน การเปลี่ยนให้เป็นดิจิทัลของโลกเรานั้น หมายถึง เกือบทุกสิ่งที่เราทำได้ทิ้งร่องรอยของข้อมูลไว้ ในขณะที่เราถูกแวดล้อมด้วยอุปกรณ์สมาร์ทจำนวนมากที่คอยรวบรวมและกระจายข้อมูล สภาพเช่นนี้ ทำให้เกิดการเติบโตแบบเลขชี้กำลัง  ทั้งในด้านปริมาณและประเภทของข้อมูล ที่ถูกนำมาใช้ในการฝึกสอน AI

 

2.เรามีพลังในการคำนวณ: ปัจจุบันนี้ เรามีความสามารถในการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาล ความก้าวหน้าใน “การคำนวณบนก้อนเมฆ” ช่วยให้ธุรกิจสามารถจัดเก็บข้อมูลด้วยต้นทุนที่ถูก ปริมาณไม่จํากัด และใช้การคำนวณแบบกระจายในการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่แบบใกล้เคียงเวลาจริง ยิ่งไปกว่านั้น ความก้าวหน้ าในเทคโนโลยีชิป ช่วยให้การคำนวณ AI สามารถทำได้เองบนอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น สมาร์ทโฟน หรือ อุปกรณ์เชื่อมต่ออัจฉริยะอื่น ๆ เราเรียกสิ่งนี้ว่า การประมวลผลที่ล้ำหน้าบนอุปกรณ์แบบ Internet of Things

 

มนุษย์เราเรียนรู้และพัฒนาอย่างต่อเนื่องผ่านประสบการณ์ชีวิต วิธีการ “เรียนรู้ด้วยการกระทำ” นี้ ถูกจำลองมาเป็น อัลกอริธึมการเรียนรู้ของเครื่อง ด้วยวิธี “การเรียนรู้แบบเพิ่มพูนกำลัง (Reinforcement Learning)” ในทำนองเดียวกันกับ วิธีการที่เด็กวัยหัดเดินเรียนรู้ที่จะ เดินโดยการปรับท่าทางตามผลลัพธ์ที่พวกเขาได้รับ เช่น ก้าวให้สั้นลงถ้าการก้าวที่ยาวเกินไป ก่อนหน้านี้ทำให้พวกเขาล้มลง หรือ เรียนรู้ที่จะหักเลี้ยวด้ามจับอย่างไรเพื่อให้ทรงตัวได้ในการฝึกหัดขี่จักรยาน

 

AI ใช้“อัลกอริธึมการเรียนรู้แบบเพิ่มพูนกำลัง” เพื่อค้นหาพฤติกรรมในอุดมคติตามข้อมูลที่ได้รับการป้อนกลับมาจากสภาพแวดล้อม “การเรียนรู้แบบเพิ่มพูนกำลัง” ช่วยให้เครื่องจักร (เช่น หุ่นยนต์) มีความสามารถในการเดิน ขับ หรือ บิน ได้เก่งขึ้นเรื่ อย ๆ ด้วยตนเอง การประยุกต์ใช้ “การเรียนรู้ของเครื่อง” ที่ล้ำาหน้าทั้งหลาย  จะผสมผสาน เทคนิคการเรียนรู้ลึก และเทคนิคการเรียนรู้แบบเพิ่มพูนกำลัง เข้าด้วยกัน

 

หากผู้ อ่านต้องการเรียนรู้ เพิ่มเติมเกี่ยวกับหัวข้อที่น่าสนใจเหล่านี้โปรดเข้าไปที่ www.bernardmarr.com ที่คุณจะพบกับหลายร้อยบทความและวิดีโอที่อธิบายและพูดคุยทุกเรื่องที่คุณจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับ AI และ การเรียนรู้ของเครื่อง

 

โอกาสสำหรับธุรกิจในการใช้ปัญญาประดิษฐ์

 

โอกาสในการนำ AI มาใช้ในธุรกิจสามารถแบ่งออกได้เป็นสามกรณีที่สำคัญ ซึ่งสามารถทับซ้อนกันได้ในระดับหนึ่ง แต่เราแบ่งกลุ่มเพื่อช่วยให้เห็นโอกาสนั้นได้ง่ายขึ้น ธุรกิจสามารถใช้ AI เพื่อ: (1) เปลี่ยนวิธีที่พวกเขาเข้าใจและมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า (2) เสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่ชาญฉลาดมากขึ้น และ (3) ปรับปรุงและทำให้กระบวนการทางธุรกิจเป็นแบบ

อัตโนมัติ

 

(1) ลูกค้า: AI สามารถช่วยธุรกิจให้เก่งขึ้นในการ เข้าใจว่าใครที่เป็นลูกค้าของพวกเขาทำนายผลิตภัณฑ์หรือบริการที่น่าจะเป็นที่ต้องการของลูกค้า ทำนายแนวโน้มและความต้องการของตลาด นำเสนอวิธีการสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าได้แบบเฉพาะตัวมากกว่า ในหนังสือเล่มนี้ เราจะดูไปที่บริษัท Stitch Fix และ Facebook ซึ่งใช้ AI เพื่อทำความรู้จักลูกค้าของพวกเขาได้อย่างลึกซึ้ง

 

(2) ผลิตภัณฑ์และบริการ: AI สามารถช่วยให้ธุรกิจสร้างผลิตภัณฑ์และบริการที่ชาญฉลาดยิ่งขึ้นเพื่อเสนอให้กับลูกค้า ลูกค้าต้องการผลิตภัณฑ์ที่ชาญฉลาดยิ่งขึ้น เช่น โทรศัพท์ที่ฉลาดขึ้น รถยนต์ที่ฉลาดขึ้น และ อุปกรณ์บ้านที่ฉลาดขึ้น ในหนังสือเล่มนี้เราจะไปดูกันว่า Apple, Samsung และบริษัทรถยนต์อย่าง Tesla และ Volvo ใช้ AI เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่ชาญฉลาดยิ่งขึ้นได้อย่างไร และเราจะไปสำรวจดูว่าบริษัทอื่น ๆ เช่น Spotify, Disney, หรือ Uber ใช้ AI เพื่อส่งมอบบริการที่ชาญฉลาดกว่า ให้แก่ลูกค้าได้อย่างไร

 

(3) กระบวนการอัตโนมัติ: AI สามารถปรับปรุงและช่วยทำให้กระบวนการทางธุรกิจเป็นแบบอัตโนมัติในหนังสือเล่มนี้ เราจะไปดูตัวอย่างของ JD.com ซึ่งใช้งานโดรนที่บินได้ด้วย ตนเอง สร้างศูนย์ปฏิบัติตามคำสั่งซื้อโดยอัตโนมัติและใช้หุ่นยนต์ส่งมอบเพื่อปฏิรูปการปฏิบัติงานค้าปลีก เราจะไปดูว่า AI สามารถทำให้การวินิจฉัยทางการแพทย์เป็นแบบอัตโนมัติได้อย่างไร ในกรณีศึกษา Infervision และ Elsevier และ แม้แต่การตรวจสอบคุณภาพของพิซซ่าที่ Domino

 

กลยุทธ์การใช้ปัญญาประดิษฐ์ในธุรกิจ

 

การสำรวจค้นหาแนวทางการนำ AI  มาใช้ในธุรกิจใด ๆ มักจะนำไปสู่การเติมพลังซาบซ่านให้แก่ธุรกิจไปจนถึงการสร้า งแบบแผขึ้นใหม่ หรือ กระทั่งการแปลงร่างธุรกิจไป อย่างสิ้นเชิงเลยทีเดียว สิ่งสำคัญก็คือ บริษัททั้งหลายที่ไม่นำ AI มาใช้ในการทำอัตโนมัติและปรับปรุงแบบแผนการทำธุรกิจ จะไม่สามารถยืนหยัดอยู่ได้อีกต่อไปในยุคแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สี่นี้

 

จุดเริ่มต้นของการนำ AI มาใช้ จะต้องเริ่มที่การวางกลยุทธ์AIและข้อมูล โดยระบุโอกาสเชิงกลยุทธ์และภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดของธุรกิจ แล้วชี้จุดอย่างถูกต้องและแม่นยำให้ได้ว่าการประยุกต์ใช้ AI ที่จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจมากที่สุดนั้น เป็นเช่นไร เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องตระหนักว่าการทดลองใช้ AI ที่ชายขอบของธุรกิจนั้น จะไม่สามารถส่งมอบประสิทธิผลที่มากพอต่อความสำเร็จของธุรกิจ

 

ปัญญาประดิษฐ์ในทางปฏิบัติ

 

ในหนังสือเล่มนี ้คุณจะได้พบกับ 50 บริษัทที่นำ AI มาใช้ ซึ่งมีทั้งตัวอย่างที่ลำหน้าในการนำ AI  มาใช้ปฏิบัติแก้ไขปัญหาในโลกแห่งความเป็นจริง เราแบ่งหนังสือออกเป็นห้าส่วน

 

ส่วนที่ 1 ประกอบด้วยกรณีศึกษาจากบริษัทที่เป็นแนวหน้าในการใช้AI บริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้ ได้รับโอกาสจาก AI และใช้มันในการปฏิรูปอุตสาหกรรมและส่งมอบผลลัพธ์ทางธุรกิจที่น่าพึงพอใจ ส่วนใหญ่ของบริษัทเหล่านี้  ได้พัฒนาแอปพลิเคชั่นที่เป็นนวัตกรรมใหม่ของ AIในทุกมิติของการดำเนินธุรกิจของพวกเขา จึงให้ความรู้ ที่ลึกซึ้งและยอดเยี่ยมเกี่ยวกับศิลปะของการสร้างความเป็นไปได้

 

กรณีศึกษาที่เหลือ แบ่งออกเป็นกลุ่ม ตามประเภทอุตสาหกรรม หรือ ตามวิธีการประยุกต์ใช้AI ดังนี้

 

ส่วนที่ 2 เราจะไปดูกลุ่มบริษัทค้าปลีก สินค้าอุปโภคบริโภค อาหารและเครื่องดื่ม ส่วนที่3 เราสำรวจดูการใช้ AI ในบริษัท สื่อ ความบันเทิง และ โทรคมนาคม ส่วนที่ 4 ศึกษาที่ภาคบริการ ได้ แก่ บริการทางการเงิน การดูแลสุขภาพ และสุดทาย ส่วนที่ 5 เราจะไปดูกรณีศึกษาในภาคการผลิต ยานยนต์อากาศยาน และอุตสาหกรรม 4.0

 

คุณสามารถอ่านหนังสือเล่มนี้ ทีละบท หรือ กระโดดข้ามไปอ่านกรณีศึกษาหรืออุตสาหกรรมที่คุณสนใจมากที่สุดก่อนก็ได้ เราหวังว่าคุณจะสนุกกับมัน!