นักวิชาการสถาบันทิศทางไทย ชี้แจงหมอเหรียญทองไม่ผิดจริยธรรมแพทย์

0

นักวิชาการสถาบันทิศทางไทย ชี้แจงหมอเหรียญทองไม่ผิดจริยธรรมแพทย์

รศ.ดร.แสงเทียน อยู่เถา นักวิชาการสถาบันทิศทางไทย

รศ.ดร.แสงเทียน อยู่เถา

จากกรณีที่ พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนายการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ได้เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า จากนี้เป็นต้นไป ผู้สมัครงาน รพ.มงกุฎวัฒนะ จะต้องแสดงข้อมูลส่วนตัว เช่น เฟซบุ๊ก-ทวิตเตอร์ และข้อมูลส่วนตัวที่ใช้ในสังคมออนไลน์ประกอบการสมัครงานโดยจะไม่รับบุคลากรใหม่ที่มีอุดมการณ์เป็นปฎิปักษ์กับตน ตนจะไม่ให้มีพวกกาฝากแอบเกาะ รพ.มงกุฎวัฒนะ กินบนเรือน ขี้บนหลังคาอีกต่อไป และได้แสดงข้อความถึงกลุ่มคนที่มีอุดมการณ์เป็นปฏิปักษ์ว่า หากมีสิทธิประกันสังคมหรือสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่ รพ.มงกุฎวัฒนะ ให้สามารถย้ายสิทธิออกไปใช้ที่อื่นได้ เพื่อให้คนอื่นมาลงทะเบียนแทน และบริษัทที่เป็นคู่ค้าก็เช่นเดียวกันหากเป็นพวกที่มีอุดมการณ์เป็นปฏิปักษ์กันก็ไม่ต้องมาค้าขายกับ รพ.มงกุฎวัฒนะ รวมทั้งไม่ต้องบริจาคเลือดให้กับโรงพยาบาลด้วย (เนชั่นออนไลน์, 16 มกราคม 2563)

 

จากกรณีดังกล่าวส่งผลให้กลุ่มที่มีแนวคิดตรงกันข้ามกันทั้งกลุ่มในโซเชียลที่สนับสนุนพรรคสีส้มและกลุ่มที่เคยเป็นผู้เคลื่อนไหวในนามกลุ่มเสื้อแดง โดยเฉพาะนักการเมืองจากพรรคเพื่อไทย ทยอยกันออกมาให้ความเห็นแรงๆ กลับไปมากมายทั้ง คุณสุรชาติ เทียนทอง รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้แสดงความเห็นว่า “…ผมว่าคุณหมอรู้ดีว่าคนในเขตหลักสี่ส่วนใหญ่มีสิทธิ์บัตรทองอยู่ที่ รพ.ของคุณหมอและเกินกว่าครึ่งของคนที่ไปใช้สิทธิ์ก็เป็นพวกควายแดงและส้มเน่าตามคำนิยามของคุณหมอซึ่งเขาไม่มีสิทธิ์เลือกเพราะหน่วยงานที่กำกับโครงการฯเป็นผู้กำหนด ดังนั้นตราบใดที่รพ.นี้ยังร่วมอยู่ในโครงการฯคุณหมอไม่มีสิทธิ์ที่จะใช้ความจำเป็นของประชาชนมากดดันหรือไล่ให้เขาไปย้ายสิทธิ์ของเขาเพียงเพราะเขามีจุดยืนทางการเมืองที่ต่างจากคุณหมอ ถ้าคุณหมอจะไม่ต้องการต้อนรับคนเหล่านี้จริงไม่ต้องไล่ให้เขาไปย้ายสิทธิ์ของเขา คุณหมอก็แค่แจ้งยกเลิกการร่วมโครงการฯและขึ้นป้ายใหญ่ๆว่าต้อนรับใครไม่ต้อนรับใครบ้างและกระทรวงสาธารณสุขก็มีหน้าที่ๆจะหา รพ.ใหม่ที่มีคุณภาพทัดเทียมและอยู่ใกล้ที่สุดเพื่อรองรับสิทธิ์ของประชาชน…” และได้ให้ความคิดเห็นเพิ่มเติมว่า “…อย่าเอาอคติทางการเมืองส่วนตัวของคุณหมอคนเดียวมาใช้เป็นมาตรฐานขององค์กรเลยครับ เรื่องนี้คุณหมอไม่ต้องใช้เมตตาหรอกครับแค่ใช้หลักการๆอยู่ร่วมกันและเคารพสิทธิของกันและกันก็พอเราก็จะสามารถอยู่ร่วมกันได้และตราบใดที่ลูกบ้านผมยังต้องไปใช้สิทธิ์รักษาที่ รพ.นี้ผมก็จะใช้สิทธิอันชอบธรรมไปเยี่ยมพวกเขาและผมยืนยันว่าจะไปโดยปราศจากอคติใดๆครับ…” (แนวหน้าออนไลน์, 16 มกราคม 2563)

 

ฟังแล้วก็ดูดีจากความเห็นดังกล่าวแต่เอามาแค่ตอนเดียว ถ้ามองย้อนไปตอนปี ๒๕๕๗ ที่มีคนก่อเหตุจากที่ร้ายใช้อาวุธปืนยิงใส่ รพ.มงกุฎวัฒนะ เมื่อวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๕๗ ที่ส่งผลต่อโรงพยาบาลของคุณหมอทางรองเลขาธิการพรรค จะว่าอย่างไร ในวันต่อมาทางคุณหมอเหรียญทองต้องประกาศว่า “…๗ มี.ค.๕๗ ผมยังโม้อยู่เลยว่า ช่วงนี้เหตุการณ์สงบ ผ่อนคลาย อารมณ์ดี ผมเลยกลับมาเป็นไอ้แก่ขี้เล่นกับเพื่อนๆ และผู้ติดตามคลายเครียดกันสักหน่อย แต่หลังจากโม้ได้เพียงไม่ถึง ๒ ชั่วโมง รพ.มงกุฎวัฒนะ ก็โดนยิงไป ๑ นัด ทะลุกระจกขึ้นเพดานห้องผ่าตัด ไม่มีใครเจ็บครับ แต่อารมณ์เลยออกอาการก้าวร้าวไปหน่อย …หลังจากนั้นเวลาประมาณ ตี ๓ วันที่ ๘ มี.ค.๕๗ ก็มีมือระเบิดจะเข้าไปทำร้ายหลวงปู่พุทธอิสระ แต่ถูกสวนบาดเจ็บถูกส่งตัวมายัง รพ.มงกุฎวัฒนะ คุณหมอประจำห้องฉุกเฉินก็ทำการรักษาช่วยชีวิตแล้วส่งต่อไปยัง รพ.ศิริราช เนื่องจากมือระเบิดมีสิทธิประกันสังคมต้นสังกัดอยู่ที่ รพ.ศิริราช จึงต้องส่งตัวไปรักษาต่อ…” (คมชัดลึกออนไลน์, ๘ มีนาคม ๒๕๕๗) นี่มันอะไรกัน ทำแบบนี้กับทางการแพทย์ได้อย่างไร ยังไม่รวมถึงการบุกไปยังโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ฯ ที่ทำเอาแพทย์และพยาบาลระทึกเมื่อมีผู้ชุมนุมบุกค้นในโรงพยาบาล แบบนี้มันเกิดอะไรขึ้นกับพื้นที่ทางการแพทย์และสาธารณสุขในการให้บริการผู้ป่วย ลองย้อนนึกดูอีกที…

 

การประกาศอย่างชัดเจนของผู้อำนายการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ เป็นการดำเนินการทางการบริหารที่มีความชัดเจนและสามารถนำพาให้องค์กรอยู่รอดในท่ามกลางการให้ข่าวในการทำลายและการบอยคอต (Boycot) ในการไม่สนับสนุนโรงพยาบาลนี้ของคนกลุ่มหนึ่ง แต่ก็ยังทำให้การบริหารงานของโรงพยาบาลแห่งนี้พัฒนาและขยายการให้การบริการ รวมถึงการมีรายได้ที่มากขึ้น ย่อมแสดงถึงทิศทางการบริหารที่เด็ดเดี่ยว ชัดเจน และมองถึงความอยู่รอดขององค์กรที่เน้นลูกค้าได้ถูกกลุ่ม จึงต้องอาศัยผู้ร่วมงานที่มีความชัดเจนในอุดมการณ์ร่วมกับทางโรงพยาบาลด้วยเพื่อการพัฒนาไปในแนวทางเดียวกัน สร้างความผูกพันต่อองค์กรได้อย่างยั่งยืนตามแนวทางหรือแนวนโยบายของผู้บริหารระดับสูงขององค์กรได้

 

ส่วนที่คุณเก่ง การุณ โหสกุล นักการเมืองพรรคเพื่อไทย ได้ออกมา “จี้แพทย์สภาสอบ หมอเหรียญทอง ชี้ทัศนะคติเป็นอันตรายต่อผู้ป่วย และขัดต่อหลักประชาธิปไตย” โดยให้เหตุผลว่า “…การแสดงออกของนายแพทย์เหรียญทอง เป็นการแสดงเจตนารมย์ที่ขัดกับหลักการประชาธิปไตยที่ทุกคนมีสิทธิ คิด พูดและทำ ได้โดยไม่ล่วงละเมิดต่อกฎหมาย หรือ ต่อศีลธรรมอันดีของประเทศชาติ นอกจากนี้ถือเป็นการเลือกข้างชัดเจน ซึ่งขัดกับหลักการทางการแพทย์ เพราะบุคลากรทางการแพทย์ ผู้ป่วย รวมถึงญาติผู้ป่วย บางคนทัศนะทางการเมืองใกล้เคียงกัน บางคนทัศนะทางการเมืองแตกต่างกัน…” โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า “…ในฐานะแพทย์คือ ดูแลผู้ป่วยทุกคนให้ดีที่สุดตามความสามารถและวิสัยของแพทย์ ซึ่งนั่นแปลว่าต้องสามารถทำงานกับเพื่อนร่วมงานและผู้ป่วยทุกคน รวมถึงญาติผู้ป่วยไม่ว่าพวกเขาจะมีทัศนะทางการเมืองเช่นไร นี่คือความเป็นมืออาชีพของแพทย์..” และสรุปตอนท้ายว่า “…ในฐานะของผู้แทนของประชาชนมองว่า กรณีของนายแพทย์เหรียญทอง เป็นการแสดงทัศนะคติที่เป็นลบต่อการให้บริการทางการ อยากให้แพทย์สภาตรวจสอบพฤติกรรมของนายแพทย์เหรียญทอง เพราะหากไม่มีการดำเนินการอะไรจะเกิดความไม่ปลอดภัย คนไข้ กับประชาชนและผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน”

 

ในฐานะที่ผู้เขียนเคยเป็นผู้ที่ศึกษาวิจัยและจัดทำหนังสือ เรื่อง จริยธรรมในวิชาชีพแพทย์ ผมมีความเห็นว่า การดำเนินการของ พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนายการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ เป็นการกระทำในฐานะของผู้บริหารระดับสูงที่จะต้องนำพาองค์กรให้อยู่รอด โดยหลายฝ่ายเห็นร่วมกันว่าที่ผ่านมาการกระทำของผู้อำนายการโรงพยาบาลท่านนี้ยึดมั่น กับความรักความเทิดทูนต่อสถาบันหลักของชาติทั้ง ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ มาโดยตลอดจนเป็นที่ประจักษ์ การดำเนินการที่ชัดเจนในการแสดงออกเพื่อการบริหารตามทิศทางของโรงพยาบาลที่เคยดำเนินการมาก็ไม่เห็นจะมีความผิดใดที่แพทย์สภาจะต้องตรวจสอบพฤติกรรมของนายแพทย์เหรียญทอง ซ้ำยังต้องเข้าไปปกป้องโรงพยาบาลและให้กำลังใจแพทย์โรงพยาบาลนี้มากกว่า

 

 

ขอสรุปว่าสิ่งที่นายแพทย์เหรียญทองได้ทำนั้นเป็นความชัดเจนในการบริหารงานองค์กรทางการแพทย์และสาธารณสุข แต่ไม่ได้ทำอะไรไม่ดีจากการตรวจหรือการให้บริการต่อผู้ป่วยที่มารับการบริการที่โรงพยาบาลเลย ถ้ายังไม่เข้าใจก็ไปทำความเข้าใจกับจริยธรรมในวิชาชีพแพทย์ ซึ่งเป็นวิชาชีพที่มีการพัฒนาการของจริยธรรมมายาวนานตั้งแต่การปฏิญานต่อฮิปโปเครติส บิดาแห่งการแพทย์ ดังปรากฏใน คำสัตย์สาบานของฮิปโปเครตีส (Hipocratic Oath) และคำสอนของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก หรือพระราชบิดาในรัชกาลที่ ๙ และข้อกำหนดต่างๆ ที่มีการปรับปรุงต่อมาในการกำหนดของแพทยสภา

 

จะได้รู้ว่า พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนายการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ผิดจริยธรรมในวิชาชีพแพทย์ หรือไม่ ส่วนคนที่กล่าวหาคนอื่นก็ไปดู จริยธรรมในวิชาชีพของตนเอง ว่าที่ผ่านมาได้ทำ “ผิดจริยธรรมในวิชาชีพ” อะไรไว้บ้าง…??