ใครวางยาลุงตู่? เสนอ​ “วรเจตต์”-นิติราษฏร์ คนต่อต้าน​ ม.112​ /ปฏิกษัตริย์นิยม​ ร่วมงานรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์

0

ใครวางยาลุงตู่? เสนอ​ “วรเจตต์”-นิติราษฏร์
คนต่อต้าน​ ม.112​ /ปฏิกษัตริย์นิยม​ ร่วมงานรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์

1) ปี​ 2560​ มีข่าวขายขี้หน้า​ เมื่อ ‘สฤณี’ ประกาศไม่รับตำแหน่ง กก.ผู้ทรงคุณวุฒิเมืองอัจฉริยะ หลังประยุทธ์เซ็นตั้ง​  เธอเป็นคอลัมนีสต์หญิงชื่อดัง​ที่แซะ​ วิพากษ์​ นายกฯ​จนถึงศาลรัฐธรรมนูญ​ อย่างออกนอกหน้า​ คนรู้กันทั้งสังคม​ แต่กระบือที่ไหนก็ไม่รู้เสนอชื่อให้นายกฯเซ็นแต่งตั้งเป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษของรัฐบาล​ ซึ่งนอกจากเจ้าตัวจะปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยแล้ว​ ยังเอามาแฉตีเข้ากลางแสกหน้านายกฯคนเซ็นอีกต่างหาก

2) ล่าสุด​ 9​ มิ.ย.2563​ ก็มีเรื่องแบบเดียวกันอีก​ เมื่อปรากฏชื่อ​ “วรเจตน์​ ภาคีรัตน์” เป็นหนึ่งในคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการการปกครองที่​มี​ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เป็นประธานคณะกรรมการ​ ที่ ครม.เพิ่งอนุมัติไป

3) แต่พลันที่ชื่อ​ “วรเจตน์” ปรากฏขึ้น​ ก็ทำให้เกิดแรงต้านในทันทีจากทั้ง​ 2​ ฝ่าย​

#ข้าพเจ้าขอใช้สิทธิ์ในฐานะคนไทยคนหนึ่งที่รักและปกป้องสถาบันขอคัดค้านกลุ่มนิติราษฎร์ผู้ที่ต้องการล้มมาตรา112เข้ามาเป็น คกก.วิธีปฎิบัติด้านการปกครอง​ #ลุงตู่ช่วยด้วย  (เพจ​ Sasaki Anchalee)​

ส่วน​ “เกษียร​ เตชะพีระ” ได้แชร์ข่าวแต่งตั้ง​ วรเจตน์​ พร้อมแคปชั่นบรรยายว่า
“…ผมสงสัยว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยที่เข้าไปรับใช้รัฐบาลเผด็จการอำนาจนิยมซึ่งลิดรอนสิทธิเสรีภาพของเพื่อนพลเมือง​ นักศึกษาและอาจารย์ด้วยกัน​นั้น​ ยังจะมีศักดิ์ศรีนักวิชาการอยู่หรือไม่…” (เพจ​ Kasian Tejapira)​

 

4) เมื่อเป็นประเด็นร้อนขึ้นมา​ ทุกสายตาก็คงจับจ้องไปที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา​ ซึ่งเป็นผู้เสนอเรื่องขึ้นมา​ และ​ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี​ “ดิสทัต โหตระกิตย์” ที่นายกฯเลือกใช้งานเพราะความรู้ความสามารถด้านกฏหมาย​ ที่น่าจะให้ความกระจ่างกับสังคมได้คงไม่พ้น ว่าใครกันหนอ? หรือด้วยเหตุผลกลใด? ถึงตัดสินใจเสนอชื่อ​ “วรเจตน์” เข้ามาทำงานให้รัฐบาล​ จนเกิดประเด็นวิจารณ์เดือดกันทั้ง​ 2​ ฝ่าย​ ก่อนที่อาจเกิดเหตุขายขี้หน้าซ้ำรอยกรณี​แต่งตั้ง​ สฤณี​

5) ที่น่าสังเกตก็คือ​ ดิสทัต​ นั้นอดีตก็เคยเป็น​เลขาคณะกรรมการกฤษฏีกามาก่อน​ ไม่นับว่าเรียนปริญญาโทกฏหมายจากฝรั่งเศส​ (ประเทศเดียวกับปิยบุตร)​ และทำงานเข้าขากับ​รองนายกฯ “วิษณุ​ เครืองาม” คนที่เคยมีชื่อในตำแหน่งสำคัญทั้งในรัฐบาลทักษิณ

6) คำถามก็คือ​ เรื่องนี้ส่อเจตนา​ “วางยา” นายกฯหรือไม่? เพราะแค่ค้นในกูเกิ้ลก็จะรู้ทันทีว่า​ “วรเจตน์ ภาคีรัตน์” คือ​ ผู้ก่อตั้งคณะนิติราษฏร์​ ที่มีผลงานอันโดดเด่น​คือการเสนอแก้กฎหมาย​ ม.112​ และนำเสนอความคิดกระทบกระทั่งสถาบันพระมหากษัตริย์​ในข่วงปี​ 2549​ จนถึงปี​ 2555​ ก่อนจะค่อยๆลดบทบาทลง

7) พูดง่ายๆก็คือ​ นิติราษฏร์​ คือ​ ต้นธารของ​ พรรคอนาคตใหม่​ คณะก้าวหน้า​ พรรคก้าวไกล​ และ​ วรเจตน์ ก็คือ​ ต้นธาร​ของ​ ปิยบุตร​ เป็นต้นขั้วของความคิด​ ปฏิกษัตริย์นิยม​ที่แบ่งบานอยู่ในปัจจุบัน

8) ไม่มีนิติราษฏร์​ ก็ไม่มีอนาคตใหม่

9) ไม่มีวรเจตน์ ก็ไม่มีปิยบุตร

10) นิติราษฏร์​ เคยพูดอะไรอย่างไรไว้บ้าง​ลองไปย้อนดูกัน​

“… มาตรา 112 ไม่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย เพราะกำหนดโทษเกินสมควรกว่าเหตุ คุณเปิดโอกาสให้ใช้ตัวกฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมือง…” (ก.ค.2554)​

“…สถาบันพระมหากษัตริย์ต้องอนุวัตให้สอดคล้องกับระบอบการปกครอง เราอยู่ในระบอบการปกครองประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญก็บัญญัติไว้ชัดเจนว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย…” (ก.ค.2554)​

“…ใครที่เสนอเรื่อง 112 เป็นพวกมีปัญหากับสถาบัน เป็นพวกไม่เอาเจ้า ล้มเจ้า ความคิดอย่างนี้มันไม่ได้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชน มันถูกสร้างขึ้นจากฝ่ายอำนาจรัฐ รัฐพยายามประดิษฐ์ถ้อยคำ เป็น ‘ความผิดฐานล้มเจ้า’ ซึ่งมันไม่มีใน 112…” (ก.ค.2554)​

 

11) จะเห็นว่าเป็นความคิดและคำพูดในกรอบคิดแบบเดียวกับที่​ ปิยบุตร​ แสงกนกกุล​ ซึ่งเป็นหนึ่งในนิติราษฏร์​ นำมาเคลื่อนไหวในนามพรรคอนาคตใหม่มาจนถึงคณะก้าวหน้า​ เพียงแต่สมัยนั้นนิติราษฏร์และวรเจตน์ต้องใช้คำพูดที่ระแวดระวังไม่เปิดหน้าชนตรงเหมือนปิยบุตรในสมัยนี้

12) ศาสตราจารย์ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ (เกิด 23 สิงหาคม พ.ศ. 2512) เป็นนักกฎหมาย เป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์​  วรเจตน์จบนิติศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ 2 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี พ.ศ. 2533 และรับทุนมูลนิธิอานันทมหิดลไปศึกษาต่อจนสำเร็จปริญญาโท​ และ ปริญญาเอกที่​ มหาวิทยาลัยเกิททิงเงิน (University of Göttingen) เยอรมนี​  เป็นผู้ร่วมก่อตั้งคณะนิติราษฎร์​ คัดค้านม.112​  จนถูกดักต่อย​กลายเป็นประเด็นข่าวดังในปี​ 2555

13) ในปี​ 2557​ หลังรัฐประหาร วรเจตน์​ ได้รับหมายเรียกจาก​ คสช.​2​ ครั้งแต่ไม่ได้ไปรายงานตัว​ (ครั้งที่สองให้ภรรยาไปแทน​ โดยอ้างว่าป่วย)​ จนทำให้ถูกจับ​ในวันที่​ 17 มิถุนายน 2557​ และถูกคุมตัวอยู่จนถึงวันที่​ 27​ มิถุนายน​ 2557​ ก็ได้รับการประกันตัวโดยมีเงื่อนไขห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง​ หลังจากนั้นบทบาทของวรเจตน์ก็ค่อยลดลง​ จนเกือบจะเงียบหายไป​ 6​ ปี จนกระทั่งมีชื่อปรากฏในคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองเมื่อ​ 9​ มิ.ย.2563​

14) ขอบเขตหน้าที่ของ​ คณะกรรมการชุดดังกล่าวจะมีหน้าที่ ดูแล​เรื่อง​ “คำสั่งการปกครอง” ของเจ้าหน้าที่เช่น​ การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัยอุทธรณ์ การรับรอง และการรับจดทะเบียน​ ​1) การสั่งรับหรือไม่รับคำเสนอขาย  รับจ้าง แลกเปลี่ยน ให้เช่า ซื้อ เช่า ให้สิทธิประโยชน์​ 2)การอนุมัติสั่งซื้อ จ้าง แลกเปลี่ยน เช่า ขาย ให้เช่า หรือให้สิทธิประโยชน์​ 3) การสั่งยกเลิกกระบวนการพิจารณาคำเสนอหรือการดำเนินการอื่นใดในลักษณะเดียวกัน​ 4) การสั่งให้เป็นผู้ทิ้งงาน​ 5) การให้หรือไม่ให้ทุนการศึกษา

15) โดยไม่เกี่ยวข้องกับ​ 1)รัฐสภาและคณะรัฐมนตรี​ 2)องค์กรตามอำนาจรัฐธรรมนูญ​ 3)การพิจารณานโยบายโดนตรงของนายกฯหรือรัฐมนตรี​ 4)การพิจารณาคดีของศาล​ 5)การพิจารณาเรื่องร้องทุกข์และการสั่งการตามกฏหมายของคณะกรรมการกฤษฏีกา​ 6)การดำเนินการนโยบายต่างประเทศ​ 7)การดำเนินการในราชการทหาร​ 8) การดำเนินการในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา​ 9) การดำเนินกิจขององค์กรทางศาสนา

16) แม้อาจจะอ้างว่ามีความรู้​ ความสามารถทางกฏหมาย​ หรือ​ อาจจะอ้างความเป็นกลางไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย​ ไม่ปิดกั้นกีดกัน​ แต่ข้ออ้างเหล่านี้จะ​ “ไร้เดียงสา” ทันทีหากไม่นำมาพิจารณาควบคู่ไปกับ​ความคิดที่เจ้าตัวชัดเจนอยู่ทั้งในการแสดงออกต่อสังคมและงานวิชาการ​  คำถามก็คือ​ วรเจตน์​ ยัง​คิดเหมือนเดิมหรือไม่​ว่า​ “… สถาบัน พระมหากษัตริย์เป็นหนึ่งในองคาพยพของรัฐ โดยปกติ ควรต้องถูกวิจารณ์ได้ในเชิงระบบ เหมือนในประเทศอื่นๆ แต่ในบ้านเราแค่ในบริบทสังคมก็เป็นปัญหาแล้ว เวลาใครพูดถึงสถาบัน…สถาบันพระมหากษัตริย์ถือเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างในรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย เป็นไปไม่ได้ที่จะบอกว่าห้ามพูดถึง… ” (สัมภาษณ์​ ประชาไท​ 2554)

17) รวมถึง​ วรเจตน์​ จะเห็นว่า​ การพูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ของปิยบุตร​ ที่บิดเบือนพระราชดำรัสในหลวงรัชกาลที่​ 9​ ว่าเป็นที่มาของตุลาการภิวัฒน์​ นั้นสามารถทำได้หรือไม่ได้​  เท่านี้ก็มีคำตอบที่ชัดอยู่ในตัวมันเองว่าการเสนอชื่อ​ วรเจตน์​ นั้นทำได้หรือไม่? เหมาะควรหรือไม่ประการใด?

18) ความเหนื่อยหน่ายของสังคมไทย​ ไม่ใช่อยู่ที่มีการปะทะกันทางความคิด​ แบ่งฝักแบ่งฝ่าย​ซึ่งเป็นพลวัตที่มีในทุกๆสังคม แต่อยู่ที่​คนใน “ระบบราชการ” ที่ใหญ่โตเทอะทะและดูเหมือนทำตัวไม่รู้ไม่ชี้ว่ามีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายอยู่ในสังคม

19)โดยเฉพาะข้าราชการที่อยู่ในระดับบิ๊กๆ หรือ​ คนใกล้ตัวบรรดาท่านผู้มีอำนาจทั้งหลายที่ไม่รู้ว่าไปอยู่โลกไหนมา​ ถึงมีความคิดโลกสวย​แถมยังออกนโยบายสดใสในทุ่งลาเวนเดอร์​ แต่งตั้งคนที่อยู่ตรงข้ามกับรัฐบาล​ คนที่ดัง​ นักวิชาการ​อาจารย์มหาลัยฯ​ ไอดอล​ เซเลป เคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลอยู่ข้างนอกเข้าไปดำรงตำแหน่งร่วมบริหารราชการให้รัฐบาลที่คนเหล่านี้ด่าอยู่ทุกเมื่อเขื่อวัน

ไม่รู้ว่าไม่รู้จริง​ๆ หรือ​ แกล้งโง่?

ล่าสุดทางด้าน ผศ.ธีระ สุธีวรางกูร อาจารย์ร่วมคณะ ได้เปิดเผยผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัว ระบุ..

ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ฝากแจ้งว่าตนขอลาออกจากตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน “คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง” หลังจากได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวานนี้ครับ

ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ฝากแจ้งว่าตนขอลาออกจากตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน “คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง” หลังจากได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวานนี้ครับ

Posted by ธีระ สุธีวรางกูร on Tuesday, June 9, 2020