กรมบังคับคดีแจงดราม่า สาวพิษณุโลกผ่อนมือถือขาดส่ง 16 งวด ถูกยึดที่ดิน 4 ไร่ มูลค่าหลักล้าน

0

จากกรณีที่ นางสุรีพร ศรีทอง อายุ 38 ปี และครอบครัว อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก เข้าร้องศูนย์ดำรงธรรม เพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ช่วยไกล่เกลี่ยเจรจากับคู่กรณีที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน 4 ไร่ ให้ทำการซื้อขายในราคาที่ถูก

โดยสืบเนื่องจากที่เมื่อเดือน ส.ค.ปี 2559 นางสุรีพรไปซื้อโทรศัพท์มือถือยี่ห้อหนึ่ง ในราคาประมาณ 35,428 บาท โดยวางเงินดาวน์ 8,500 บาท เหลือค้างชำระ 26,928 บาท ผ่อนส่งได้ 2 งวด เป็นเงิน 2,496 บาท ก่อนขาดส่งเงิน 16 งวด จนถูกร้านมือถือฟ้องร้อง และกรมบังคับคดีนำที่ดินไปขายให้บุคคลที่ 3

ต่อมานางสุรีพรต้องการจะซื้อที่ดินคืน โดยบุคคลที่ 3 ขายในราคาไร่ละ 400,000 บาท จำนวน 4 ไร่ เป็นเงิน 1.6 ล้านบาท

มีทุกสิ่งที่ใจค้นหา
มีทุกสิ่งที่ใจค้นหา

นางสุรีพรคิดว่าเป็นเงินที่สูง ตนไม่มีรายได้อะไร อยากให้ขายในราคาที่เป็นธรรม เพื่อตนจะได้มีกำลังในการซื้อคืน กลับมา เพราะที่ดินเป็นมรดกของครอบครัว

ด้าน นายอธิปไตย ไกรราช ผู้อำนวยการกลุ่มงานศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดพิษณุโลก ได้รับเรื่องดังกล่าวไว้ พร้อมรายงานให้ นายพิพัฒน์ เอกภาพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ในการช่วยเหลือเจรจาต่อรองกับบุคคลที่ 3

ต่อมาเพจเฟซบุ๊ก”กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม” ได้ออกหนังสือชี้แจงกรณีดังกล่าวว่า ตามที่มีข่าวเรื่องถูกยึดที่ดินขายทอดตลาดจากหนี้ซื้อโทรศัพท์มือถือ กล่าวถึงนาสุรีพร ศรีทอง ได้ซื้อโทรศัพท์มือถือในปี 2559 แต่ไม่ได้ผ่อนชำระตามกำหนด เป็นเหตุให้ร้านมือถือฟ้องร้องบังคับคดี และได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็นที่ดินมรดกของครอบครัวออกขายทอดตลาดชำระหนี้ จึงต้องการซื้อทรัพย์ดังกล่าวคืนจากผู้ซื้อในราคาที่เป็นธรรม

กรณีดังกล่าวอยู่ในการดำเนินการของสำนักงานบังคับคดีจังหวัดพิษณุโลก โดยโจทก์ได้ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดิน พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยและผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมในอำเภอพรหม จ.พิษณุโลก ออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ตามหมายบังคับคดี ซึ่งปัจจุบันผู้ซื้อได้ชำระราคาค่าซื้อครบถ้วน และรับหนังสือโอนกรรมสิทธิ์ไปจากเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว

ในการบังคับคดีดังกล่าว เจ้าพนักงานบังคับคดี ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด และได้แจ้งให้จำเลยและผู้ถือกรรมสิทธิ์ทราบในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การยึดทรัพย์จนถึงการขายทอดตลาด ซึ่งจำเลยและผู้ถือกรรมสิทธิ์ไม่ได้แย้ง การบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีแต่อย่างใด เพียงแต่จำเลย และผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมมือความประสงค์ที่จะขอซื้อทรัพย์ดังกล่าวคืนจากผู้ซื้อเท่านั้น

ทั้งนี้ ในการแก้ปัญหาดังกล่าวข้างต้น กรมบังคับคดีพร้อมที่จะช่วยเหลือในการนัดหมายผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายมาเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกันต่อไป

ที่มา : กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม