เปิดโครงการหลวงในหลวงร.9 ช่วยชาวเขา สมดังพระราชดำรัส มนุษยธรรม

0

(1) จากการที่นักการเมืองคนหนึ่งถูกวิจารณ์เมื่อไปพูดในงานชาวม้ง แต่กลับฉวยโอกาสสร้างความรู้สึกแตกแยก?!?ความไม่เท่าเทียมของชาติพันธุ์!!! ซึ่งเป็นคำพูดที่เกินเลยจากความเป็นจริง เพราะมีข้อเท็จจริงอีกด้านที่ปรากฏมาช้านานเป็นแบบนี้?!?

(2)โครงการส่งเสริมอาชีพ ที่ชาวไทยได้เรียนรู้และตระหนักถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงนึกถึงและห่วงใยประชาชนของพระองค์ทุกหมู่เหล่าทั่วผืนแผ่นดินไทย

(3) พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ที่ทรงงานหนักอุทิศพระวรกายช่วยเหลือราษฎร ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นตลอดรัชสมัยของพระองค์ และมีการสืบสานพระราชปณิธานมาจนถึงปัจจุบันสำหรับโครงการหลวงภาคเหนือ หรือ โครงการหลวงพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวเขา

(4) จุดเริ่มต้นจากการที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จฯ ทอดพระเนตรความเป็นอยู่ของชาวเขาที่บ้านดอยปุย จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2512 แล้วพบว่า ชาวเขาส่วนมากยังมีฐานะยากจนและมีความเป็นอยู่ที่ลำบากมีการปลูกฝิ่นและทำไร่เลื่อยลอยเป็นอาชีพหลัก ซึ่งนอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว การปลูกฝิ่นยังเป็นการทำลายธรรมชาติ ทำให้ป่าต้นไม้เสียหาย

(5) พระองค์จึงริเริ่มโครงการหลวงเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวเขา ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างงาน สร้างรายได้ให้ชาวเขา และกำจัดการปลูกฝิ่น เพื่อลดปัญหายาเสพติดในประเทศ โดยพระองค์พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ 200,000 บาท ให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อจัดหาที่ดินดำเนินงานวิจัยไม้ผลเมืองหนาวเพิ่มเติม จากเดิมที่มีเพียงสถานีวิจัยดอยปุย

(6) ต่อมาพระองค์จึงได้โปรดเกล้าฯ ตั้งสถานีเกษตรกรหลวงอ่างขาง ซึ่งถือว่าเป็นสถานีวิจัยแรกของโครงการหลวง โดยระยะเริ่มต้นของโครงการ ได้มีการทดลองปลูกพืชเมืองหนาวชนิดต่าง ๆ

(7) ชาวเขาได้มีอาชีพทำกิน เลี้ยงตัวเองได้อย่างมั่นคง โครงการหลวงเป็นโครงการที่พลิกชีวิตชาวเขา ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างแท้จริงและยั่งยืน สมดังพระราชดำรัสเมื่อ 10 มกราคม 2512 ที่ว่า…“เรื่องที่จะช่วยชาวเขา และโครงการของชาวเขานั้น มีประโยชน์โดยตรงกับชาวเขา เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถเพาะปลูกสิ่งที่เป็นประโยชน์และเป็นรายได้ให้กับเขาเอง จุดประสงค์อย่างหนึ่งคือมนุษยธรรม หมายถึงให้ผู้ที่อยู่ในถิ่นทุรกันดารสามารถมีความรู้และพยุงตัว มีความเจริญได้”….

(8) สำหรับปัจจุบันโครงการหลวงมีสถานีวิจัย ทั้งหมด 4 แห่ง ได้แก่ สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง, สถานีวิจัยโครงการหลวงอินทนนท์, สถานีเกษตรหลวงปางดะ และสถานีวิจัยกาแฟอราบิก้าแม่หลอด

(9) รวมทั้งมีศูนย์พัฒนาโครงการหลวงอีกถึง 21 แห่ง

(10) 9 ที่เที่ยวโครงการหลวง ชวนเที่ยวตามรอยเท้าพ่อหลวง

(11) 10 ที่เที่ยวโครงการหลวง ความสุขหน้าฝน

(12) ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวาง เชียงใหม่ ตามรอยเส้นทางชาของพ่อหลวง

(13) สถานีเกษตรหลวงปางดะ เชียงใหม่ ผลผลิตการเกษตรจากน้ำพระราชหฤทัยในหลวง ร.9

(14) สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง เป็นสถานีวิจัยแห่งแรกของโครงการหลวง ที่เกิดขึ้นจากการที่ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเสด็จไปเยี่ยมราษฎรที่หมู่บ้านผักไผ่ อ. ฝาง จ. เชียงใหม่ ระหว่างเสด็จผ่านบริเวณดอยอ่างขาง ทรงทอดพระเนตรเห็นว่า ชาวเขาส่วนใหญ่ปลูกฝิ่นขาย แต่ยังคงยากจน ทั้งยังทำลายทรัพยากรป่าไม้

(15) พระองค์ได้สละพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 1,500 บาท เพื่อซื้อที่ดินและไร่จากชาวเขาในบริเวณดอยอ่างขางส่วนหนึ่งจากนั้นจึงโปรดเกล้าฯ ตั้งโครงการหลวงขึ้นเป็นโครงการส่วนพระองค์ เมื่อปี 2512

(16) โครงการพระราชดำริปางตอง 2 หรือ ปางอุ๋ง เล็งเห็นว่า พื้นที่บริเวณนี้อยู่ติดกับแนวชายแดนประเทศเมียนมาร์ ซึ่งเป็นพื้นที่อันตราย เพราะมีกองกำลังต่างๆ มีการขนส่งอาวุธ ปลูกพืชเสพติด รวมถึงบุกรุกทำลายป่าไม้อยู่เสมอ จึงโปรดให้รวบรวมราษฎรบริเวณนี้

(17) โดยมีพระราชประสงค์เพื่อสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดน พร้อมพัฒนาความเป็นอยู่ สร้างอ่างเก็บน้ำ และฟื้นฟูอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้สมบูรณ์อย่างยั่งยืน ราษฎรจึงมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นนับจนถึงปัจจุบัน

(18) ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงตีนตก ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ 300,000 บาท เพื่อเป็นทุนทรัพย์ก่อตั้งศูนย์ตั้งแต่ปี 2524 เพื่อเป็นศูนย์สาธิตและส่งเสริมการเพาะเห็ด และกาแฟพันธุ์อราบิกา ให้แก่ราษฎรนอกเหนือจากการปลูกเมี่ยง

(19) ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยลึก ทรงมีพระราชดำริให้จัดพื้นที่ทำกินให้แก่ชาวบ้าน รวมถึงชาวเขาเผ่าแม้ว กะเหรี่ยง โดยส่งเสริมการวิจัย และเพาะพันธุ์ให้แก่เกษตรกร โดยศูนย์ฯ แห่งนี้ ยังเป็นที่ผลิตและส่งออกดอกเบญจมาศที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนืออีกด้วย

(20) สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ เดิมมีการบุกรุกผืนป่า ทำไร่เลื่อนลอย ปลูกข้าว ปลูกฝิ่น จากชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง และชาวไทยภูเขา ทำให้ป่ามีสภาพเสื่อมโทรม ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงอยากให้ชาวเขามีพื้นที่ทำกินเป็นหลักแหล่ง จึงจัดตั้ง สถานีวิจัย ขึ้นในปี 2522 ดำเนินงานวิจัยด้านไม้ดอก ไม้ประดับ พืชผัก และไม้ผล

(21) ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง) จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2525 ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำรัสให้กองพืชสวนกรมวิชาการเกษตร ใช้ท้องทุ่งนี้เป็นสถานที่ทดลองและขยายพันธุ์พืชบนที่สูง เพื่อส่งเสริม และถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่เกษตรกรบนที่สูง เพื่อทดแทนการปลูกฝิ่น

(22) ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่โถ เป็นสถานที่อยู่อาศัยของชาวเขาเผ่าม้ง และกะเหรี่ยง ที่ยึดอาชีพหลักในการปลูกฝิ่น ทำไร่เลื่อนลอย กระทั่งถึงปี 2539 ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้ง ศูนย์ฯโดยการให้ความรู้ และส่งเสริมอาชีพเกี่ยวกับการเกษตรแผนใหม่ เพื่อทดแทนการปลูกฝิ่น รวมถึงการลดใช้สารเคมีกับการปลูกกะหล่ำปี

(23) ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงวัดจันทร์ ก่อกำเนิดขึ้นหลังในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเสด็จเยี่ยมเยียนราษฎรในเขตหมู่บ้าน วัดจันทร์ พระองค์ทรงทราบถึงความยากลำบากของชาวเขาในพื้นที่ จึงมีพระราชดำริให้ก่อตั้ง ศูนย์ฯขึ้นเพื่อช่วยให้สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้แก่ราษฎร เพื่อให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

(24) โครงการพัฒนาดอยตุง  “ฉันจะปลูกป่าดอยตุง” พระราชดำรัสของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือสมเด็จย่า ที่ในเวลาต่อมาได้ก่อตั้งเป็นโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยพระองค์ทรงได้รับแรงบันดาลใจจากพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ

(25) ทรงสังเกตเห็นว่าชาวไทยภูเขาส่วนใหญ่ยากจนและขาดโอกาสในการดำเนินชีวิต พระองค์จึงมีพระราชปณิธานริเริ่มทำเป็นโครงการพัฒนา ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง เพื่อขยายผลการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ให้มีความรู้ มีอาชีพ สามารถเลี้ยงตัวเองได้

(26) พัฒนาสภาพแวดล้อมที่เคยเสื่อมโทรมบนดอยตุงให้กลับมีความอุดมสมบูรณ์ ด้วยการปลูกป่าและส่งเสริมให้มนุษย์อยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างมีจิตสำนึกและพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน นับเป็นอีกหนึ่งโครงการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

(27) สถานีวิจัยโครงการหลวงแม่หลอด  เชียงใหม่ ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2527 บนพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย เน้นงานวิจัยกาแฟอาราบิก้าสายพันธุ์ผสม 28 สายพันธุ์ ควบคู่ไปกับการวิจัยพืชสร้างรายได้ชนิดอื่น

(28) นั่นคือโครงการหลวงที่ในหลวงรัชกาลที่9 ซึ่งพระองค์ได้ให้ดำเนินมานับ50 ปีมาแล้ว กระนั้นเหตุใดที่นักการเมืองอย่าง ธนาธร ถึงไปพูดกับชาวม้ง เมื่อวันที่27 ธ.ค.62 ว่า

“เพราะเราเชื่อในเรื่องคนเท่ากัน เราเป็นเพื่อนประเทศเดียวกัน เป็นเจ้าของประเทศ เป็นเจ้าของผืนป่า เป็นเจ้าของทรัพยากรธรรมชาติร่วมกัน

มีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกันต่อหน้ากฎหมาย พรรคอนาคตใหม่เห็นคุณค่าของทุกกลุ่มคนในสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนที่ถูกภาครัฐละเลย กลุ่มคนที่รัฐมองว่าเป็นชนชั้นสอง กลุ่มคนที่ถูกกดขี่เอาเปรียบมายาวนาน”

(29) ด้วยถ้อยคำที่ผิดไปจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นครึ่งศตวรรษของธนาธรนี้ จึงถูกวิจารณ์ ถูกตั้งคำถามอย่างมากมายว่าข้อเท็จจริงที่เคยเกิดขึ้น และอยู่มาถึงปัจจุบัน ทำไมลูกชายสมพร ถึงไม่รู้หรือแสร้งทำเป็นไม่รู้และไม่พูดถึง???

 

#ปอกเปลือก#ปอกให้เห็นความจริง