ชงเอง จ่ายเอง เยอรมันป๋า เป็นรัฐบาลประกันภัยซะเอง !

0

สถานการณ์Covid-19 ทำให้เราได้เรียนรู้บทบาทการทำหน้าที่ของประเทศต่างๆทั่วโลกในการรับมือภัยพิบัติโรคระบาด ประเทศเยอรมนีเป็นตัวอย่างของการอุ้มท้้งภาคส่วนของธุรกิจกาารค้า และประชาสังคม ทำให้หลายประเทศอดอิจฉาตาปริบๆไม่ได้ แต่กระนั้นก็ยังมีข้อแคลงใจถึงผลประโยชน์ที่จะได้จากเม็ดเงินมหาศาลว่า เข้ากระเป๋าใครบ้าง?

Der Spiegel สื่อทรงอิทธิพลของเยอรมันเรียกแผนงานและมาตรการต้านโควิด-19 ของรัฐบาลเยอรมันว่า “รัฐบาลประกันภัย” คือ จ่ายค่าเสียหายต่างๆ แทบทั้งหมดให้คนเยอรมันที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

เขาคิดคำได้เหมาะสม เพราะรัฐบาลภายใต้การนำของนางอังเกลา แมร์เกิล ได้ออกโปรแกรมชุดใหญ่เมื่อปลายเดือนมีนาคมเป็นเงินประมาณ 26 ล้านล้านบาท เพื่อ “กอบกู้” เยอรมันจากผลกระทบของไวรัสนี้ โดยชดเชยความเสียหายและป้องกันไม่ให้ลุกลามสร้างความเสียหายมากกว่านี้

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายนนี้เองก็อนุมัติอีก 4.6 ล้านล้านบาทเพื่อช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจ โดยมีเรื่องสำคัญๆ คือ

1.ลดภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 19% ลงมาเป็น 16% จากวันที่ 1 ก.ค.ถึงสิ้นปีนี้ ซึ่งนับเป็นมูลค่า 700,000 ล้านบาท

2.ให้เงินช่วยเหลือเด็กคนละ 300 ยูโรหรือประมาณ 10,000 บาทต่อเดือน เพิ่มจากที่ได้รับก่อนนี้เดือนละประมาณ 7,000 บาท เยอรมันมีเด็กรับเงินนี้อยู่ประมาณ 15 ล้านคน รัฐบาลช่วยทุกคนยากดีมีจน

3.สนับสนุนค่าไฟ การลงทุนไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน และรถไฟฟ้า คนซื้อรถไฟฟ้าจะได้เงินอุดหนุน 3,000-6,000 ยูโร (หรือประมาณ 100,000-200,000) บาทโดยรถราคาไม่เกิน 40,000 ยูโร (1.4 ล้านบาท) รถน้ำมันไม่ได้รับการอุดหนุน เพราะรัฐต้องการให้คนใช้รถไฟฟ้า ลดมลพิษในอากาศ และมีงบประมาณช่วยขยายที่เติมไฟฟ้ารถยนต์ทั่วประเทศด้วย

4.ชดเชยเทศบาลต่างๆ ที่ขาดรายได้จากภาษีธุรกิจใจท้องถิ่น แต่ไม่ใช้หนี้ที่ยังค้างอยู่ให้

5.อุดหนุนประกันสังคมสำหรับแรงงานและเจ้าของกิจการ เป็นงบประมาณ 900,000 ล้านบาทช่วยเหลือ SMEs ไม่ให้ล้มเลิกกิจการ

ยังมีรายการอื่นๆ อีกในรายละเอียด เช่น ช่วยเหลือการรถไฟที่ขาดทุนเพราะไม่มีคนเดินทาง ส่วนสายการบิน Lufthansa นั้นได้มีการอนุมัติช่วยเหลือไปแล้วกว่า 350,000 ล้านบาท เพื่อทำการฟื้นฟูให้อยู่รอด

เยอรมนีเป็นตัวอย่างที่ประเทศต่างๆ อยากเรียนรู้และทำตาม แม้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจสังคมจะแตกต่างกัน แต่นโยบายและมาตรการต่างๆ ก็สามารถนำมาประยุกต์ในบ้านเมืองของตนได้ ดังกรณีของการแก้ปัญหาโควิด-19 ที่เยอรมันได้รับคำชมว่ารับมือได้ดี เพราะระบบโครงสร้างด้านสุขภาพนั้นดีและพร้อมอยู่แล้วด้วย มีตัวเลขผู้ติดเชื้อสูงเพราะมีการตรวจมาก แต่คนเสียชีวิตก็น้อย คนป่วยที่หายก็สูงมากด้วย ขณะนี้ถือว่าน่าจะควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว

ความเสียหายด้านเศรษฐกิจนั้นใหญ่หลวงมากกว่าวิกฤติเมื่อสิบปีที่แล้ว (วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์) จนรัฐบาลตัดสินใจนำมาตรการใหญ่ออกมาเพื่อ “ชดเชยความเสียหาย” คล้ายเป็น “บริษัทประกันภัย” ที่ต้องดูแลทุกอย่าง โดยเฉพาะเมื่อธุรกิจนำนวนมากปิดตัวลงหรือจำกัดการทำงาน ทำให้คนตกงาน

งบประมาณ 26 ล้านล้านเมื่อปลายเดือนมีนาคมนั้นครอบคลุมทุกเรื่อง รวมทั้งเพื่อช่วยเหลือไม่ให้ธุรกิจต่างๆ ล้มละลาย ไม่ให้คนตกงาน จึงมีมาตรการ “ชดเชยรายได้” ให้แก่แรงงานที่บริษัทปิดตัวลงหรือลดการทำงานลง ที่เยอรมันเรียกว่า “งานสั้น” (kurzarbeit) ซึ่งรัฐบาลจะจ่ายเงินชดเชยให้คนทำงานร้อยละ 60 คนที่มีลูก 67 ที่เหลือนั้นหน่วยงานสังกัดดูแลเอง

นี่คือสาเหตุว่าทำไมงบประมาณการเยียวยาของรัฐบาลเยอรมันถึงสูงมาก เพราะเตรียมไว้จ่ายให้คนงาน 10.1 ล้านคน (ประมาณร้อยละ 20 ของแรงงานทั้งหมด) ที่บริษัทต่างๆ เตรียมเสนอขอให้รัฐบาลช่วยเหลือเมื่อปลายเดือนมีนาคม เอาเข้าจริง ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มีจำนวน 7.3 ล้านคน ที่เหลือยังทำงานได้ต่อไป

น่าสนใจว่า บริษัทที่เสนอขอรับความช่วยเหลือมีทั้งใหญ่ระดับชาติไปถึงเล็กๆ ในท้องถิ่นกว่า 450,000 บริษัท มีอย่าง VW, BMW, Daimler Benz, Puma เป็นต้น เมื่อปี 2009 ตอนวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ มีคนที่รับเงินชดเชยเพียง 1.5 ล้านคน โดยบริษัทเป็นผู้จ่ายเงินเดือนให้พนักงานก่อน รัฐคืนให้ภายหลัง

การที่เยอรมนีทุ่มเทงบประมาณเพื่อช่วยเหลือคนทำงานแบบ “งานสั้น” นี้เพราะรัฐมนตรีเศรษฐกิจบอกว่า “การช่วยงานสั้นนั้นแพง แต่การตกงานนั้นแพงกว่ามาก” ไม่อยากให้ปิดกิจการ ให้คนงานออก เพราะจะสร้างความเสียหายให้ระบบเศรษฐกิจโดยรวม รัฐบาลจึงต้องให้เขาอยู่รอดระหว่างวิกฤติ

แต่ที่จริง แม้ระหว่างไม่วิกฤติ ก็มีหลายบริษัทที่ขอรับเงินชดเชย “งานสั้น” นี้ถ้ามีปัญหาขาดรายได้ ต้องปรับปรุงกิจการ ถ้าเป็นการเกษตรบ้านเราก็ฝนแล้งน้ำท่วม ชาวนาขาดรายได้ บ้านเขาชาวนาขอรับเงินแบบนี้ได้

ไม่มีประเทศไหนในโลกที่มีระบบการชดเชยแบบนี้หรือในระดับนี้ แม้จะมีคล้ายกันแต่คนละระดับในฝรั่งเศส อิตาลี เนเธอร์แลนด์ และประเทศสแกนดิเนเวีย

คนตกงานในยุโรปมีสูงมาก เฉลี่ยประเทศสมาชิกยูโร 8.5% สูงอันดับต้นๆ คือ กรีซ 16.3 สเปน 13.6 อิตาลี 9.7 ฝรั่งเศส 8.1 ขณะที่เยอรมนี 3.2 วันนี้มีอยู่ประมาณ 2 ล้านคนเศษ

ถ้าจะมีการประเมินและสรุปบทเรียนการแก้ปัญหาโรคระบาดครั้งนี้ของประเทศไทย คงต้องมีการนำเอาตัวอย่างหรือต้นแบบที่เป็นมาตรฐานเชิงเปรียบเทียบ (benchmark) อย่างเยอรมันมาดูว่า บ้านเราทำอะไรไป ทำไมทำได้ไม่ดีหรือมีปัญหามากมาย หรือทำไมไม่ได้ทำอย่างที่ควรทำ

เรื่องที่รัฐบาลไทยน่าจะมองข้าม คือการลดภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่จะกระตุ้นการใช้จ่าย ชดเชยการขาดรายได้จากภาษีที่รัฐจะได้ และไม่ควรให้หน่วยงานราชการเป็นคนสรุปและประเมิน (กันเอง-เอาเอง) เพราะจะผ่านหมด ดีหมด และไม่ได้เรียนรู้หรือปรับปรุงอะไรเลยอย่างที่ผ่านๆ มา น่าจะให้องค์กร “ประชาสังคม” ที่ผสมผสานระหว่างหลายภาคีผู้มีส่วนได้เสีย (stake holders) ในสังคมนี้มาร่วมกันสรุปบทเรียน อยู่ที่ว่ารัฐบาลจะใจกว้างและจริงใจแค่ไหนเท่านั้น

รู้สึกคุ้น..คุ้นแถวๆบ้านเรามะ?

…………………………………….

Cr:Der Spiegel, bbcnews, cnnnews