ทนายซัดกลุ่มตำรวจพัทลุงรีดเงินแม่ค้า กล้ามากแอบใช้อำนาจพ.ร.ก.ฉุกเฉินซ้ำเติมประชาชน

0

ยังคงเป็นเรื่องที่คนในสังคมให้ความสนใจ สำหรับกรณีแม่ค้าอาหารทะเลร้องสื่อให้ช่วยขอความเป็นธรรม เมื่อเจอตำรวจเมืองพัทลุง​ตั้งจุดตรวจก่อนเคอร์ฟิว​ พร้อมเรียกเงิน​ 80,000 บาท​ บริเวณทางเข้าบ้านเขาแดง​ ต่อรองเหลือ ​10,000 บาท​ นั้น

ล่าสุด ทนายอานนท์ เชื้อสัตตบงกช ได้โพสต์ในทางคดีเกี่ยวกับกรณีนี้ว่า “#อำนาจล้นฟ้า ตั้งด่านดักจับเคอร์ฟิว บังคับรีดเลือดจากปูแท้ๆ!! #ตำรวจเมืองพัทลุงฉาว แอบตั้งจุดตรวจก่อนเคอร์ฟิว ดักจับแม่ค้า ขายอาหารทะเล กำลังเดินทางกลับบ้าน 5 นาที ก่อนเคอร์ฟิว ตะครุบตัว ยึดรถ ยึดโทรศัพท์

นำตัวไปคุย สภ.เมืองพัทลุง ก่อนเจรจา นาน 3 ชั่วโมง รีดเงิน 80,000 บาท แม่ค้าพยายามต่อรองเหลือ 40,000 บาท จนสุดท้ายไม่มีเงินลดพิเศษ 10,000 บาท แถมเงินยังไม่พอ เหลือ 5700 บาท จึงยึดกุ้ง หอย ตีราคารวมครบ 10,000 บาทก่อนปล่อยตัวกลับ

บอกลาอาการคิดหนัก บอกลาซาด้า
บอกลาอาการคิดหนัก บอกลาซาด้า

เอออ!! ถือว่าตำรวจชุดนี้กล้ามาก ที่กล้าแอบใช้อำนาจของ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ซ้ำเติมประชาชนในยามที่บ้านเมืองกำลังเกิดกลียุค.โรคร้ายระบาดทั่วเมืองแบบนี้ อยากรู้จริง ๆ ว่าคำสั่งตั้งจุดตรวจจุดสกัดจุดนี้ ตัวผู้กำกับได้อนุญาตให้ตั้งจริงมั๊ย หรือจะมีส่วนได้เสียออกมาปกป้องกันอีก ถ้าไม่มีคำสั่งให้ตั้ง ก็ต้องถือว่าพวกตำรวจชุดนี้นี่เองละที่ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินช่วงเคอร์ฟิว แต่ที่แน่ ๆ การไปเรียกรับผลประโยชน์ เพื่อปฎิบัติหรือละเว้นการปฎิบัติ ยังไงมันก็ผิดเต็ม ๆ ฐานเรียกรับตามมาตรา 149 อยู่แล้ว หรือถ้าไม่มีหน้าที่จริง

แต่ดันทะลึงลักไก่ไปแอบตั้งด่านเรียกเงินกันเอง ก็คงไม่รอดความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ ชาวบ้าน และออกนอกเคหะสถานในช่วงเวลาเคอร์ฟิวอีกแน่นอน ถ้ากล้าทำจริง ๆ ต้องถือว่าตำรวจชุดนี้ เลือดเย็นและถือว่าพฤติการณ์ร้ายแรงมาก ๆ ที่กล้าฉวยโอกาสซ้ำเติมชาวบ้านในช่วงนี้ บอกแล้วพรก.ฉุกเฉินเขาให้อำนาจแก่คนบางกลุ่มมากจนล้นฟ้า สุดท้ายอำนาจเหลือ ๆ เลยต้องนำมาหากินกับชาวบ้านแบบนี้ งามไส้มั๊ยละครับเจ้านาย/ #ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 149 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท หรือประหารชีวิต

มาตรา 337 “ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมให้หรือยอมจะให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญหรือของบุคคลที่สาม จนผู้ถูกข่มขืนใจยอมเช่นว่านั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกรรโชก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

ถ้าความผิดฐานกรรโชกได้กระทำโดย
(1) ขู่ว่าจะฆ่า ขู่ว่าจะทำร้ายร่างกายให้ผู้ถูกข่มขืนใจ หรือผู้อื่นให้ได้รับอันตรายสาหัส หรือขู่ว่าจะทำให้เกิดเพลิงไหม้แก่ทรัพย์ของผู้ถูกข่มขืนใจหรือผู้อื่น หรือ
(2) มีอาวุธติดตัวมาขู่เข็ญ
ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท”

Posted by อานนท์ เชื้อสัตตบงกช on Thursday, June 4, 2020

ที่มา : อานนท์ เชื้อสัตตบงกช