ลูกโอ๊คเดินตามรอยแม่อ้อ???คดีที่อัยการไม่อุทธรณ์-ไม่ฏีกา! สว.สมชายโพสต์ไว้อาลัย

0

จากที่สำนักงานอัยการสูงสุดชี้ขาดไม่อุทธรณ์คดีฟอกเงินแบงก์กรุงไทยของโอ๊ค พานทองแท้ ทำให้เกิดคำถามมากมายต่อสังคมล่าสุดส.ว.สมชาย แสวงการโพสต์ข้อขอไว้อาลัยต่อกระบวนการยุติธรรมในคดีทุจริตธ.กรุงไทย???

สำหรับคดีดังกล่าวพิจารณาโดยศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ อท.245/2561 หมายเลขเเดงที่ อท.225/2562 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ยื่น ฟ้องนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คดีร่วมกันกันฟอกเงินทุจริตเงินปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทย จำกัด จำนวน 10 ล้านบาท

โดยในความความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน และสมคบคบกันฟอกเงิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 , 9 , 60 และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2558 มาตรา 10 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 , 91

บอกลาอาการคิดหนัก บอกลาซาด้า
บอกลาอาการคิดหนัก บอกลาซาด้า

ศาลพิจารณาให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ 25 มิ.ย.นี้ เพื่อให้อัยการสูงสุดชี้ขาดฟ้องหรือไม่ ต่อมาวันที่ 24 พ.ค.63 อัยการสูงสุดได้มีคำสั่งชี้ขาด ไม่ยื่นอุทธรณ์คดี ดังนั้นถือว่าคดีดังกล่าวสิ้นสุดลง โดยคำสั่งชี้ขาดดังกล่าวลงนามโดยรองอัยการสูงสุดคนหนึ่งซึ่งปฏิบัติราชการเเทนอัยการสูงสุด

ทั้งนี้หากย้อนไปก็จะพบว่าคดีดังกล่าวไม่ใช่คดีแรกที่อัยการฯไม่อุทธรณ์ หรือ ฏีกา โดยพบว่าเมื่อวันที่ 26 ก.ย. 54 ที่สำนักงานอัยการสูงสุด รัชดาฯ นายธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ และโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด แถลงข่าวความคืบหน้าการพิจารณาฎีกา คดีหลีกเลี่ยงภาษีหุ้นบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

ตามที่อัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ อดีตประธาน บมจ.ชินคอร์ปฯ คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยา นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานร่วมกันหลีกเลี่ยงภาษีอากร โดยความเท็จฯ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 37

คดีนี้ศาล ชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกนายบรรณพจน์ และคุณหญิงพจมาน เป็นเวลา 3 ปี จำคุกนางกาญจนภา เป็นเวลา 2 ปี จำเลยทั้ง 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ว่า นายบรรณพจน์ มีความผิด ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 37 (2) ลงโทษจำคุก 2 ปี ปรับ 100,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษเป็นเวลา 1 ปี ส่วนคุณหญิงพจมาน และนางกาญจนาภาให้ยกฟ้อง

โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดในขณะนั้น ระบุว่า สำนักงานอัยการสูงสุด พิจารณาแล้ว มีความเห็นสำหรับนายบรรณพจน์ ไม่มีเหตุที่จะฎีกา และที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง คุณหญิงพจมาน จำเลยที่ 2 เห็นว่า ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงอื่นว่า จำเลยมีพฤติการณ์ใดๆ ที่ส่อให้เห็นว่ามีเจตนาร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 ในการหลีกเลี่ยงภาษี การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าพยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 และ 3 จึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว

“จึงเห็นว่าไม่มีเหตุอันควรฎีกา ทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในประเด็นนี้เช่นกัน สำนักงานอัยการสูงสุดจึงเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด จึงมีคำสั่งไม่ฎีกาจำเลยทั้งสามในทุกประเด็น”

อย่างไรก็ตามคดีของนายพานทองแท้นั้น ที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯพิพากษายกฟ้องนายพานทองแท้ ไม่ได้เป็นมติเอกฉันท์ โดยคดีนี้องค์คณะผู้พิพากษามีจำนวน 2 คน และมีความเห็นต่างกันในคดี คนหนึ่งเห็นว่ายกฟ้อง อีกคนให้จำคุกนายพานทองแท้  4 ปี  จึงได้นำความเห็นของผู้พิพากษาคนที่มีผลร้ายน้อยที่สุดกับจำเลยคือยกฟ้องมาเป็นคำพิพากษา ซึ่งเป็นไปตามหลักกฎหมายที่ว่าเมื่อองค์คณะผู้พิพากษามีความเห็นแย้งกันเป็น 2 ฝ่าย หาเสียงข้างมากไม่ได้ ให้ผู้พิพากษาที่มีความเห็นเป็นผลร้ายแก่จำเลยมากกว่า ยอมเห็นด้วยกับผู้พิพากษาซึ่งมีความเห็นเป็นผลร้ายแก่จำเลยน้อยกว่า

สำหรับความเห็นของผู้พิพากษาที่เป็นองค์คณะคดีนี้ ที่เห็นแย้งว่านายพานทองแท้ จำเลยมีความผิดเห็นควรให้ลงโทษจำคุก 4 ปี มีการบันทึกไว้เป็นความเห็นแย้งท้ายคำพิพากษาด้วยซึ่งหากอัยการสูงสุด ยื่นอุทธรณ์ ความเห็นแย้งนี้ก็จะขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์เช่นกันโดยต้องไปสู้กันต่อที่ศาลสูง

มีความน่าสนใจคดีดังกล่าว มีองค์คณะผู้พิพากษา 2 ราย มีความเห็นแย้งกันจึงต้องดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 184 ที่ระบุให้ผู้พิพากษาซึ่งมีความเห็นเป็นผลร้ายแก่จำเลยมากยอมเห็นด้วย ผู้พิพากษาซึ่งมีความเห็นเป็นผลร้ายแก่จำเลยน้อยกว่า จึงทำให้นายพานทองแท้ได้รับอานิสงส์หากพิจารณาความเห็นแย้งในคำพิพากษาดังกล่าว จะยิ่งมองเห็นประเด็นและเหตุผลว่าทำไมจึงต้องอุทธรณ์

โดยน.ส.ศิริพร กาญจนสูตร ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน ไม่เห็นพ้องด้วยกับผู้พิพากษาองค์คณะที่พิพากษายกฟ้อง อาศัยอำนาจตามมาตรา 183 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ได้ทำความเห็นแย้งไว้หลังคำพิพากษาบางช่วงว่า ที่จำเลยให้การว่าเงินจำนวน 10 ล้านบาท ที่จำเลยรับมาจากนายวิชัยได้เปลี่ยนสภาพเงินที่ได้รับจากการทุจริตกลายเป็นที่ได้จากการขายหุ้นและโอนมาหลายทอด

จึงพ้นขั้นตอนของการฟอกเงิน และเปลี่ยนสภาพเป็นเงินดี เป็นความเข้าใจเอาเองของจำเลย แต่เงินจำนวน 10 ล้านบาท ที่นายวิชัยโอนให้แก่จำเลยแทนนายรัชฎา บุตรชาย ตามแผนผังเส้นทางการเงิน และโอนเปลี่ยนมือมาหลายทอด เป็นส่วนหนึ่งของเงินที่นายวิชัยกับพวกได้รับมาจากธนาคารกรุงไทย จากการอนุมัติสินเชื่อโดยมิชอบ

ในประการต่อมา ยังชี้ว่า จำเลยรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับการขอและอนุมัติสินเชื่อของธนาคารกรุงไทย และรับเงิน 10 ล้านบาท โดยรู้ว่าเป็นเงินส่วนหนึ่งของสินเชื่อที่ได้รับอนุมัติโดยมิชอบอันเป็นความผิดมูลฐานในความผิดฐานฟอกเงินหรือไม่ โดยจากการวินิจฉัยข้างต้นแล้วว่า เงินดังกล่าวเป็นเงินที่นายวิชัยขายหุ้นบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ผ่านบริษัทหลักทรัพย์กิมเอ็งฯ

ต่อมาได้สั่งจ่ายเงิน10 ล้านบาท เข้าบัญชีออมทรัพย์ธนาคารกรุงเทพของจำเลย ต่อมาจำเลยได้ถอนเงิน 10 ล้านบาท จากบัญชีออมทรัพย์ เข้าบัญชีกระแสรายวันธนาคารกรุงเทพ โดยพนักงานธนาคารกรุงเทพเบิกความยืนยันว่า เงินดังกล่าวเป็นก้อนเดียวกัน นอกจากนี้ จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินระหว่างนายวิชัย และจำเลย บัญชีการรับเงินและโอนเงินไม่ปรากฏนิติสัมพันธ์กัน เนื่องจากการตรวจสอบธุรกิจนำเข้ารถยนต์ตามที่จำเลยกล่าวอ้างไม่มีธุรกิจที่จำเลยร่วมลงทุนกันจริงกับนายรัชฎา บุตรนายวิชัย ทั้งจำเลยโอนย้ายเงินจากบัญชีที่รับโอนไปบัญชีอื่น และยังโอนเงินจากบัญชีที่โอนไปอีกบัญชีหนึ่ง

“…เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามพยานหลักฐานโจทก์ว่า จำเลยรับโอนเงินจากนายวิชัยโดยไม่มีมูลหนี้ ทั้งก่อนการโอนเงิน 10 ล้านบาท ยังปรากฏว่า เมื่อวันที่ 30 ธ.ค. 2546 นายวิชัยได้โอนเงินตามเช็คแก่จำเลย 26 ล้านบาท แต่ต่อมาเช็คดังกล่าวได้ถูกยกเลิก ด้วยเหตุผลการฝากเงินชำระหนี้ค่าหุ้นแก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนชาตที่จำเลยไม่รับฝากชำระ เช็คจึงถูกยกเลิกไป อันแสดงให้เห็นว่า จำเลยกับนายวิชัยมีการติดต่อกันใกล้ชิด

ทั้งจำเลยซึ่งเป็นบุตรนายทักษิณ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีขณะนั้น จำเลยมีความสนิทสนมกับนายรัชฎา และไปมาหาสู่กันถึงบ้าน การที่ธนาคารกรุงไทยอนุมัติสินเชื่อแก่เครือกฤษดามหานคร ทั้งที่ผู้กู้ไม่สามารถชำระหนี้ได้จึงเป็นการอนุมัติสินเชื่อโดยมิชอบแก่นายวิชัยกับพวก ด้วยความสัมพันธ์ใกล้ชิดของนายรัชฎากับจำเลย หากไม่มีการช่วยเหลือเอื้อประโยชน์จากบิดาจำเลย ธนาคารกรุงไทยจะไม่อนุมัติสินเชื่อโดยผิดหลักเกณฑ์ของธนาคาร ต่อมาปรากฏว่าเครือกฤษดามหานครไม่สามารถชำระหนี้แก่ธนาคารกรุงไทยได้

…จึงต้องวินิจฉัยพฤติการณ์แห่งการกระทำของจำเลยที่เบิกถอนเงินในลักษณะเป็นการใช้จ่ายส่วนตัว คราวละไม่มาก จึงไม่ใช่บัญชีธุรกิจที่จะใช้ในการลงทุนประกอบธุรกิจ ที่จำเลยเบิกความว่าสามารถนำเงินของจำเลยจำนวนอื่นมาคืนเมื่อใดก็ได้ก็เป็นความผิดวิสัยของผู้ประกอบธุรกิจ และการประกอบธุรกิจปกติ พฤติการณ์จึงเป็นการรับโอน เปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเพื่อปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินหรืออำพรางลักษณะที่แท้จริง

การได้มาแหล่งที่ตั้ง การโอนซึ่งทรัพย์สินเกี่ยวกับการกระทำผิด จำเลยจึงรู้หรือควรรู้ว่าเงิน 10 ล้านบาท ที่ได้รับมาจากนายวิชัยเป็นเงินส่วนหนึ่งของสินเชื่อธนาคารกรุงไทยที่อนุมัติให้เครือกฤษดามหานคร การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำความผิดฐานฟอกเงินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฯ มาตรา 5 (1) (2) พิพากษาลงโทษจำคุก 4 ปี…”

นั่นคือความเห็นแย้งของผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน ที่ระบุไว้ ซึ่งโดยปกติอัยการฯสามารถนำความเห็นแย้งนี้ไปใช้ในการอุทธรณ์ได้โดยให้ศาลสูงเป็นผู้พิจารณาอีกครั้งตามที่กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ให้ความเห็นไว้ ซึ่งนี่เป็นหลักการทางกระบวนการยุติธรรมตามปกติ แต่ท้ายที่สุดปรากฏว่าทางสำนักงานอัยการสูงสุดได้ชี้ขาดไม่อุทธรณ์