“เอกพันธ์” เล่าที่มาร่วมกับ “บิณฑ์” เดินเคาะประตูบ้านแจกเงิน 16 ล้าน ช่วยชาวบ้านสู้โควิด

0

ยังคงเดินหน้าช่วยเหลือผู้ได้รับความเดือนร้อนอย่างต่อเนื่อง สำหรับคู่แฝดใจบุญ บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ และ เอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์ โดยวันที่ 27 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เป็นวันคล้ายวันเกิดของทั้งคู่ ซึ่งก็ได้มีการทำบุญแจกเงิน และของกินมากมาย

ล่าสุด เอกพันธ์ เปิดเผยที่มาของการเริ่มต้นจิตอาสาว่าตัวเองได้ทำมานานมากกว่า 30 ปีแล้ว ทำอย่างต่อเนื่องมาตลอดเพราะรู้สึกว่าสิ่งที่เราทำ คือ ทำด้วยหัวใจ เช่นเดียวกันในช่วงโควิดเราทั้งคู่ได้นำเงินส่วนตัวจำนวน 10 ล้านบาท มามอบให้ประชาชนเพื่อบรรเทาทุกข์ของทุกคนลงได้บ้าง

เอกพันธ์ : เป็นความคิดดี ๆ ของคุณบิณฑ์ ซึ่งเขานี่เห็นสภาพหลังจากโควิดเกิดได้สัก 1 สัปดาห์ ที่บ้านเราจะต้องล็อกดาวน์ 1 สัปดาห์ ไปตามสี่แยกเขาจะเห็นเด็กมาเคาะกระจกขอเงินกินข้าว ไม่ใช่เด็กอย่างเดียว ทั้งคนแก่ ทั้งคนหนุ่ม แบบขอกินข้าวเลยไม่มีตังค์ เพราะว่าทำงานไม่ได้ ออกจากบ้านไม่ได้ ทีนี้บิณฑ์เขาก็เกิดมีความคิดขึ้นมาว่า เงินที่เขาได้มาจากการไปช่วยน้ำท่วมที่ จ.อุบลราชธานีก็มี สินค้าหลายตัวที่ให้เขาเป็นพรีเซนเตอร์ได้เงินประมาณ 10 ล้าน ก็เลยมีความคิดว่าเงิน 10 ล้าน มันไม่ใช่ของเขา มันเป็นเหมือนกับว่าลาภลอยที่เราไปทำเป็นฮีโร่ของพี่น้องประชาชนอีสาน เขาก็เลยตัดสินใจว่า เขาจะขอเดินแจกเงินให้กับชุมชนทุกชุมชนในกรุงเทพมหานครด้วยเงิน 10 ล้าน

ทำไมไม่รับเงินบริจาค?
เอกพันธ์ : ไม่รับ เพราะเงินบริจาคน้ำท่วมมันเกิดวิกฤติที่อุบลราชธานี ที่เขาเปิดรับบริจาค ตอนแรกเขาก็กะว่าได้สักล้านนึงหรือสองล้านที่จะเอาไปช่วยให้กับพี่น้องชาวอุบลราชธานี แต่ได้ 422 ล้าน ทีนี้เขามาคราวนี้เขาก็คิดว่าวิกฤตินี้ต้องช่วยกันทั่วทุกคนในแผ่นดินต้องช่วยกัน เพราะว่าประเทศไทยนี่เกิดขึ้นทั้งประเทศเลย เขาก็เลยตัดสินใจเอาเงิน 10 ล้าน แจกทุกวัน ๆ ให้ครอบครัวละ 500 คนไหนที่ครอบครัวมี 4 คนให้พันนึง คนไหนอยู่ 2 คนให้ 500 เพิ่มขึ้นตลอด แล้วจนกระทั่งผลิตภัณฑ์ที่เขาเป็นพรีเซนเตอร์เขาเห็นว่าแจกจริง เขาก็เลยบริจาคมาให้ล้านนึง สองล้าน ตอนนี้ทั้งหมด 16 ล้าน รวมของเขาด้วย 10 ล้าน เป็น 16 ล้าน วันที่ 14 (เดือนพฤษภาคม) เป็นวันสุดท้ายที่เราต้องแจก 16 ล้านนี้ต้องหมด

อะไรคือสิ่งที่เรารู้สึกว่าชื่นใจที่สุด
เอกพันธ์ : สิ่งที่มีความสุขที่สุด คือทำให้คนอื่นมีความสุข นี่คือเรา 2 คน จะพูดกันเสมอว่า วันนี้เป็นยังไงเหนื่อยไหม? ไม่เหนื่อย แต่จริง ๆ แล้วมันเหนื่อยมาก ที่ไม่เหนื่อยก็เพราะว่า เห็นสีหน้าชาวบ้านมานั่งรอหน้าประตูยกมือไหว้ คนเฒ่าคนแก่เห็นเรา น้ำตานี่ไหลออกมา เข้ามากอด ได้เห็นความรู้สึกของแต่ละครอบครัว บางครอบครัวมีเด็ก นมกล่องหนึ่งแบ่งกัน 2 คน แล้วก็ให้พ่อเขาออกไปหานมมาให้ลูกกิน ได้เงินเราไปเขาบอกว่า ข้าวสารอาหารแห้งเนี่ย ถามว่ามันจำเป็นไหม? มันก็จำเป็น แต่เขาก็ยังสามารถหาจากคนนู้นคนนี้ได้ แต่เงินหาที่ไหนไม่ได้

เวลาพูดถึงมูนิธิร่วมกตัญญูหรือจิตอาสาหน้า 2 คนนี้ลอยมาเลย เริ่มต้นจากอะไร?
เอกพันธ์ : เริ่มต้นมาจากสมัยก่อนบ้านผมอยู่ที่ จ.สระแก้ว อ.อรัญประเทศ ตอนเด็กเรียนหนังสืออยู่ที่นั่น แล้วมีมูลนิธิ 2 มูลนิธิ ที่เอาของข้าวสารอาหารแห้ง เสื้อผ้า สมุดดินสอ ไปแจกกับเด็กที่ด้อยโอกาสแถวตะเข็บชายแดน อำเภออรัญประเทศติดกับกัมพูชา พวกผมก็ไปยืนรับจากมูลนิธิร่วมกตัญญู มูลนิธิปอเต๊กตึ๊งที่เอาของไปแจก เราเป็นผู้รับตั้งแต่เด็ก ๆ รู้สึกว่าโอ้โห..มันเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก เป็นอะไรที่ดีใจมาก ที่ได้รับของจากคนที่เขาอยู่ในกรุงเทพเอาของไปแจก มันเริ่มมีความรู้สึกดี ๆ ตั้งแต่ตอนเด็ก ๆ ที่เป็นผู้รับมา แล้วก็มาคิดว่าถ้าเรามีโอกาสได้เข้ามาในกรุงเทพ มีโอกาสได้ทำงาน มีเงินมีทอง ที่ตัวเองไม่เดือดร้อน อยากจะเป็นอาสาสมัครของมูลนิธิที่เอาของมาแจก จริง ๆ แล้วจิตใจพื้นฐานเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว เพราะว่าพ่อแม่เขาเป็นตัวอย่างเป็นไอดอลสำหรับเรา

อาสาสมัคร เขามีเงินตอบแทนให้ไหม?
เอกพันธ์ : คำว่าอาสาสมัครเป็นการทำงานด้วยอาสา มาด้วยอาสาที่อยากจะทำให้สังคม มูลนิธิจะไม่มีเงิน ไม่มีอะไรสนับสนุนเด็ดขาด เขาจะไม่มีเงินให้ กินเอง เติมน้ำมันเองอะไรทุกอย่าง ถ้าเกิดเป็นรถอาสาสมัครเขาก็ทำโดยของเขาเอง มูลนิธิไม่ได้สนับสนุนอะไรให้ แต่ถ้าเป็นรถของ น.เขต น.พยาบาล ซึ่งเป็นพนักงานของมูลนิธิที่เขาเก็บศพ อันนั้นก็คือเขาจะมีเงินเดือนให้แต่น้อยมาก เงินเดือนน้อยมาก เพราะว่ามูลนิธิทุกมูลนิธิในประเทศไทยอย่าลืมนะว่าเป็นของเอกชน รัฐบาลไม่ได้มาซัพพอร์ตอะไรทั้งสิ้น ต้องอยู่ด้วยตัวเอง อยู่ด้วยเงินบริจาคของประชาชนเท่านั้น

เอกพันธ์ : บางครั้งเราก็รู้สึกท้อใจเหมือนกัน ทำไมเขาคิดไม่ได้ สมมุติมีห้องห้องนึงมันว่างอยู่ ห้องนี้ก็ว่าง ห้องนี้ก็ว่าง แต่เจ้าของบ้านไปเอาใครที่ไหนไม่รู้มานั่งว่าเป็นเจ้าของห้อง เพราะว่าห้องนึงอย่างน้อยคือได้ 500 เปิดห้องให้เขามานั่งเพื่อจะได้รับเงินจากพวกเรา คือเราไม่ได้เรื่องเยอะมากมาย แต่เราก็ถามเป็นเจ้าของห้องไหม? เป็นเจ้าของห้องครับ ขอดูห้องหน่อย เขาก็อึกอัก ผมอยู่ห้องนี้แหละครับ ห้องผมรกมากครับ คือนอนอยู่ที่นี่หรือเปล่า นอนครับ ขอเปิดดูหน่อย เปิดไป ห้องโล่งมีแต่ฝุ่น ไม่มีอะไรสักนิดนึง สามสี่ห้องเป็นแบบนี้เหมือนกันหมด เราก็ถามว่า ถามดี ๆ ตอบตรง ๆ ถ้าตอบตรง ๆ ผมให้ทุกคน พูด ๆ มาโอ้โห เจ้าของบ้าน แล้วเขาจะได้เท่าไหร่ ได้ 200 เอง คืออย่างนี้มันมีเยอะมาก เหมือนครอบครัวนึง ชาวบ้านบอกอยู่ไม่เกิน 2 คนแต่วันที่เราไปเกณฑ์กันมา 14-15 คนมาจากไหนไม่รู้ อย่างน้อย 14-15 คนคุณได้ไปแล้วประมาณ 3,000-3,500 แล้วไม่ใช่ได้เงินอย่างเดียว มูลนิธิร่วมกตัญญูมอบข้าวสารอาหารแห้งให้ 5 ชุด เราไม่ได้เสียดายของนะ แต่ขออย่ามาหลอกกัน ในภาวะแบบนี้แล้วคนอื่นที่เขาเดือดร้อนเขารออยู่เยอะแยะมากมาย

ที่มา : มูลนิธิร่วมกตัญญู และ ต้มยำอมรินทร์