จตุพรฟันธง!ลต.ยังอีกนานไม่ต้องรีบตั้งพรรคใหม่ ชี้หมากนอกกระดานน่าคิดกว่า?

0

จากที่วันนี้(26 พ.ค.63) จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เฟซบุ๊คไลฟ์ผ่าน สถานีโทรทัศน์พีซทีวี ซึ่งมีหลากหลายประเด็น และมีบางเรื่องบางช่วงที่น่าสนใจอย่างข่าวเพื่อไทยพรรคแตกด้วย???

“การก่อตั้งพรรคการเมืองใหม่นั้น นายจตุพร กล่าวว่า ข่าวระบุถึง อดีตรัฐมนตรีเคยสังกัดพรรคไทยรักไทยในอดีต แต่ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์สรุปว่า ไม่ต้องรีบต้องพรรคเพราะการเลือกตั้งยังอีกนาน ซึ่งตนก็เห็นด้วย

อีกทั้งกล่าวว่า ในช่วงที่ตนอยู่ในเรือนจำ มีเวลาว่างมาก ได้ศึกษาระบบเลือกตั้งตามกติการรัฐธรรมนูญ ปี2560 ที่กำหนดระบบเลือกตั้งให้มีบัตรเลือกตั้งใบเดียวใช้ในการเลือก ส.ส.เขตและบัญชีรายชื่อ เป็นการออกแบบกติกาที่สวนกับความรู้สึกคนไทย เพราะระบบเลือกตั้งเช่นนี้ สะท้อนถึงการเมืองรวมกันในพรรคเดียวเท่ากับแพ้ แต่ถ้าแยกกันจะมีโอกาสชนะมากขึ้น

ดังนั้น การเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคการเมืองจึงออกแบบตั้งพรรคใหม่เพื่อแยกกันเลือกตั้ง แล้วนำเสียง ส.ส.มาร่วมกันในสภา แต่ตนได้ประเมินโดยตั้งเป้าหมายได้เสียงรวมกันถึง 376 เสียงแต่ก็ยากมาก หรืออีกเป้าหมายคือได้เสียง 251 เสียง สามารถกุมจำนวนเกินครึ่งของสภา จะทำให้รัฐบาลไปไม่รอด บริหารจัดการเสียงในสภาผู้แทนที่มีเสียงทั้งหมด 500 เสียงไม่ได้ ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้ รัฐบาลย่อมแพ้การลงมติในสภา

“ตนเคยคาดว่า พรรคเพื่อไทย แม้เป็นพรรคใหญ่จะไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อสักคนเดียว เมื่อก่อนเลือกตั้งพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ถูกยุบพรรค ยิ่งเห็นความชัดเจนของพรรคเพื่อไทยจะไม่มี ส.ส.บัญชีรายชื่อ รวมทั้ง กกต.คำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อไม่มีความแน่นอน จนทำให้พรรคเล็กได้ ส.ส. แล้วสถานการณ์จำนวน ส.ส.ก็พลิกข้างไปเป็นฝ่ายรัฐบาลได้เปรียบทันที ประกอบกับพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ถูกยุบ ฝ่ายรัฐบาลจึงไม่มีปัญหาจำนวนเสียงเลย สามารถยึดครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทน และตั้งรัฐบาลบริหารประเทศได้”

ทั้งนี้นายจตุพร ยังมองอนาคตการตั้งพรรคการเมืองใหม่ขึ้น หากต้องการเข้ามาตามสารบบกติกาตามรัฐธรรมนูญ ปัจจุบันและพิจารณาจากสถานการณ์การเมืองแบบปกติที่ใช้ความขัดแย้งของนักการเมืองเป็นเครื่องชี้วัดย่อมเห็นแนวโน้มจะเกิดการยุบสภา ดังนั้น จึงต้องคิดถึงการตั้งพรรคการเมืองขึ้นเพื่อแยกกัน แล้วนำจำนวนเสียงมารวมกันในสภา ซึ่งนั่นเป็นการคิดตามสูตรการเมืองในสถานการณ์ปกติ

“สถานการณ์การเมืองที่ผ่านมาช่วงนี้ อยู่ในสภาพผิดปกติจากที่เคยเป็น ดังนั้น ถ้าประเมินการเมืองแบบไม่ปกติแล้ว การเลือกตั้งคงยังไม่เกิดขึ้นในเวลารวดเร็ว เพราะฝ่ายกุมอำนาจไม่มีใครยินยอมให้มีการเลือกตั้ง อีกทั้งรัฐธรรมนูญยังไม่ได้แก้ไข เหตุนี้ แม้คิดจะชนะในจำนวนเสียงสภาผู้แทน แต่ก็ไม่ง่ายเช่นกัน และที่สำคัญประเทศยังอยู่ในโจทย์เดิม ปัญหาเดิม และมีคำตอบเดิม คือ ไม่มีเสียง ส.ว.สักเสียงมาช่วย ดังนั้น ปัญหาบ้านเมืองจึงไม่จบ ถ้ามองถึงหมากนอกกระดานก็จะน่าคิดมากกว่า”