5 จุดยืนทิศทางไทย “สนธิญาณ” เป็น กมธ.ศึกษาแก้รัฐธรรมนูญ

0

5​ จุดยืนทิศทางไทย “สนธิญาณ”​ เป็น​ กมธ.ศึกษาแก้รัฐธรรมนูญ​

โดย ดร.​เวทิน​ ชาติกุล สถาบันทิศทางไทย

 

บอกลาอาการคิดหนัก บอกลาซาด้า
บอกลาอาการคิดหนัก บอกลาซาด้า

วันที่​ 18​ ธันวาคม​ 2562​  สภามีมติเอกฉันท์ 445 เสียง ตั้ง กมธ.วิสามัญศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ 49 คน ใช้เวลา 120 วัน

เมื่อดูรายชื่อ​จากพรรคฝ่ายค้าน​ ก็ปรากฏชื่อ​ วัฒนา เมืองสุข, ยงยุทธ ติยะไพรัช, ​โภคิน พลกุล, ชัยเกษม นิติสิริ(เพื่อไทย)​ สมชัย ศรีสุทธิยากร (เสรีรวมไทย)​ ปิยบุตร แสงกนกกุล, ชำนาญ จันทร์เรือง, รังสิมันต์ โรม, ​ชัยธวัช ตุลาธน (อนาคตใหม่)​

ที่น่าสนใจคือ​รายชื่อโควต้าของพรรคอนาคตใหม่​ ที่มี​ อาจารย์สายเสรีนิยม​ประชาธิปไตย​ คือ​ เอกพันธุ์ ปิณฑวณิช (ผอ.​สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ม.มหิดล)​ บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ (รัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)​

เอกพันธุ์ ปิณฑวณิช​  เคยปรากฏชื่อในข่าวของสื่อฝ่ายประชาธิปไตย​ บ่อยครั้ง​ เช่น​ “โคทม นำทีมนักสันติวิธี ออกแถลงการณ์ค้านรัฐประหาร ชี้ช่องศาลรธน.วินิจฉัยขัดม.68​” (ประชาไท​23 พ.ค.2557),

“ทหารเข้าพบอาจารย์ ‘มหิดล’ ขอทำอะไรให้แจ้งเจ้าหน้าที่ก่อน พร้อมถามจุดยืนเรื่อง รปห.” (ประชาไท​ 9 ก.ค. 2558), “ร้อง กก.อุดมศึกษา เปิดพื้นที่ มหา’ลัย ให้ ปชช. ได้จัดกิจกรรม-แสดงออก​” (22​ ก.พ.​ 2561), “ผอ.สถาบันสิทธิฯ ม.มหิดล ชี้คำนวณ ส.ส.ตาม พรป. ต้องได้แค่ 16 พรรค แถม “ธนาธร” ชนะ” (มติชน​ 9 มิถุนายน 2562)​

บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ​ เป็นผู้ก่อตั้งนิตรสาร​ “วิษาภา” ที่เป็นนิตยสารวิชาการฝ่ายหัวก้าวหน้า​ (ปิดตัวแล้วเมื่อ​ มิ.ย.​2560) เขียนหนังสือ​ “การเมืองไทยร่วมสมัย” และปรากฏชื่อเป็นข่าว​ในสื่อฝ่ายเสรีนิยมประชาธิปไตย​ เช่น​ “เส้นทาง-รากฐาน ‘ระบอบรัฐประหาร’ ที่ไม่จีรังแต่วนลูป”(ประชาไท​ 11​ ก.ค.​2561), ทำไม (สื่อ)โลกมองไทย ย้อนยุคไป 1980 – ประชาธิปไตยจอมปลอม ? คนไทยไม่(ยอม)ลงถนน​ (มติชุดสุดสัปดาห์​ 26 มิ.ย.2562)​ เป็นต้น

ส่วน​รายชื่อในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาล​ คงไม่มีชื่อใดที่กลายเป็นกระแสร้อนขึ้นมาในทันที​ เท่ากับชื่อ​ของ​ ​”สนธิญาณ​ ชื่นฤทัยในธรรม” (ประธานสถาบันทิศทางไทย)​ ที่ปรากฏในโควต้าของพรรคพลังประชารัฐ

ซึ่ง​ ดร.สุวินัย​ ภรณวลัย​ ประธาณยุทธศาสตร์วิชาการของสถาบันทิศทางไทย​ ได้โพสต์ผ่านเฟสบุคส่วนตัวยืนยันว่า​ “สนธิญาณ” เข้าไปเป็น กมธ.ในนามของสถาบันทิศทางไทย​ ไม่ใช่ในฐานะผู้บริหารสื่อ​อย่างที่หลายฝ่ายเอาไปกล่าวอ้าง

ดร. สุวินัย ภรณวลัย

ซึ่ง​สถาบันทิศทางไทยซึ่งเกิดจากการรวมตัวของหลายภาคส่วน​ ทั้งนักวิชาการ​ด้านต่างๆ นักกฎหมาย​ นักกิจกรรม​ ผู้ประกอบการรุ่นใหม่​ และ​ ผู้ชำนาญการเรื่องสื่อ​ และ​ ภาคประชาชน​ เครือข่ายคนรุ่นใหม่​ โดยมี​ สนธิญาณ​ เป็นประธาน​ฯ​นั้น​ ได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจน​ ด้วย​แนวทาง 11​ ข้อของสถาบัน​ฯ​ (“เปิด11แนวทางและแกนความคิดสถาบันทิศทางไทย โดย สนธิญาณ-ดร.สุวินัย” ทีนิวส์​ 13​ ส.ค.2562)​

ซึ่งจะเป็นแนวทางและ​จุดยืน​ 5​ ประการ ของสถาบันทิศทางไทย​ ว่าด้วยรัฐธรรมนูญ​ที่ควรจะเป็น

จุดยืนประการ​ที่​ 1: ความชัดเจน​เรื่องความเป็นหนึ่งเดียวของราชอาณาจักร

ยังไม่มีความชัดเจนระหว่างพรรคร่วมฝ่ายค้านด้วยกัน อันเนื่องมาจากการเปิดประเด็นแก้รัฐธรรมนูญมาตรา​ 1​ ของนักวิชาการฝ่ายประชาธิปไตยตะวันตก​ บนเวที​ ฝ่ายค้านสัญจร​ ที่จังหวัดปัตตานี​ (28​ ก.ย.​ 2562)​ ยังไม่มีคำตอบจากฝ่ายค้านว่า​ใครเป็นคนเชิญนักวิชาการคนดังกล่าวไปร่วมเวที​  เพียงรู้ว่านักวิชาการคนดังกล่าวอยู่ในขบวนการวิชาการที่เคลื่อนไหวสนับสนุนแนวทางของพรรคอนาคตใหม่มาอย่างต่อเนื่อง​

และยังไม่มีฉันทามติของพรรคร่วมฝ่ายค้านหลังจากเรื่องนี้กลายเป็นประเด็นรุนแรง​ “ล้มราชอาณาจักร” ในสังคมจนผู้ร่วมเสวนาทั้งหมดถูกฝ่ายความมั่นคงฟ้องร้องดำเนินคดี​ และ​ ผบ.ทบ.ต้องออกมาปาฐกถา​ “แผ่นดินของเราในมุมมองความมั่นคง” (11​ ต.ค.2562)​ เพราะฝ่ายค้านบางส่วนเช่นพรรคเพื่อไทยออกมาบอกว่าจะไม่แก้ไข​ ม.1​ และ​ ม.2​ (News1 10 พ.ย.2562)​ แต่พรรคอนาคตใหม่ยังเล่นคารรมตีความแบบคาบลูกคาบดอก​ โดย​ ปิยบุตร​ ได้​บรรยาย​ “แผ่นดินของเราในมุมมองประชาธิปไตย บทบาทของประชาชน ในการสร้างชาติ” (12​ ต.ค.​ 2562) โดยพูดทำนองว่า​ สามารถแก้ได้ ถ้าไม่ทำให้รูปแบบรัฐเปลี่ยน​

“…รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดเงื่อนไขการแก้ไขได้ทุกหมวด ทุกมาตรา แต่มีเงื่อนไขที่เขียนไว้ในมาตรา 255 และมาตรา 256 ที่ระบุว่าห้ามแก้ไข อาทิ รูปแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การเปลี่ยนรูปของรัฐ การปกครอง…

…ดังนั้นมาตรา 1 สามารถแก้ไขได้​ แต่ต้องไม่มีผลที่ทำให้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การเปลี่ยนรูปของรัฐ การปกครองประเทศ…

….ดังนั้น สิ่งที่ผบ.ทบ.ระบุว่ามาตรา 1 แก้ไขไม่ได้ จึงไม่ใช่ข้อเท็จจริง ตนมองว่าเป็นความพยายามที่จะทำลายความชอบธรรมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามเงื่อนไขและกติกาที่กำหนดไว้…” (ปิยบุตร​ 12​ ต.ค.2562)​

ซึ่งชัดเจนว่า​ ฝ่ายค้านในส่วนของพรรคอนาคตใหม่มีจุดยืน ต้องการรัฐธรรมนูญแบบประชาธิปไตย​ที่เน้นเรื่องเสรีภาพ​​ส่วนบุคคลตะวันตกอย่างสมบูรณ์​  โดยไม่ได้มองประชาธิปไตยในมิติความเป็นจริงของการเมืองโลก​ และความเสื่อมถอยของรัฐชาติและสังคมเสรีนิยมตะวันตก​

ซึ่งแนวทางของ​ สถาบันทิศทางไทย​ คือ​

(5) มายาของลัทธิประชาธิปไตยที่ไม่มีอยู่จริง โลกตะวันตกสร้างลัทธิประชาธิปไตยนี้ขึ้นแล้วออกยึดครองล่าอาณานิคมทั่วโลก ประเทศไทยเราเองเคยเสียดินแดนไปแล้วถึง 14 ครั้งก็เพราะลัทธิล่าอาณานิคมนี้ที่มักอ้างเรื่องเล่า “การทำให้เป็นประชาธิปไตย” มาสร้างความชอบธรรมให้แก่การยึดครองโลกของมหาอำนาจ

​สังคมประชาธิปไตยที่ควรจะเป็นนั้นต้องเหมาะสมกับบริบทและวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ​ รวมถึงประเทศไทย​  ประชาธิปไตยต้องไม่แปลกแยกกับความเป็นบึกแผ่นมั่นคงของชาติ​ และราชอาณาจักร​  เราคนไทยสามารถควรเป็นผู้กำหนดรูปแบบประชาธิปไตยที่เหมาะสมกับตัวเราเองขึ้นมา​ ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่ถูกครอบงำให้สังคมไทยมีอาจเดินไปในทิศทางเสื่อมถอย​อย่างสังคมเสรีนิยมประชาธิปไตยตะวันตก

จุดยืนประการที่​ 2​ : ความชัดเจน​ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

คงไม่ต้องพูดซ้ำว่า​ ธนาธร​ จึงรุ่งเรืองกิจ​ ปิยบุตร​แสงกนกกุล​ และ​อนาคตใหม่​ มีความคิดเห็นต่อ​ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอย่างไร​และ​ปิยบุตร​เคยเสนอความเห็นทางวิชาการ​เรื่อง​พระมหากษัตริย์ต้องสาบานตัวต่อรัฐสภา​และปกป้องรัฐธรรมนูญ​

และต้องไม่ลืมว่าในนโยบายของพรรคอนาคตใหม่ถึงกับเลี่ยงบาลีไปใช้คำว่า​ “ปกป้อง​ระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ” แทน​ ซึ่งแปลว่า​ ถ้าพรรคสามารถแก้หมวดพระมหากษัตริย์ในรัฐธรรมนูญใหม่ได้​ พรรคก็ไม่ได้ทำผิดอะไร​

ความคิดเช่นนี้ของพรรคอนาคตใหม่​ มีเครือข่ายนักวิชาการแบบ​ ปฏิกษัตริย์นิยม​ รองรับอยู่โดยคนกลุ่มนี้ต้องการลดทอนหรือสลายพระราชอำนาจทั้งทางกฏหมายและทางวัฒนธรรม​โดยเชื่อว่าจะได้มาซึ่งระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง​ อย่างที่คณะราษฎร​กระทำการไม่สำเร็จ​ในภารกิจ​ 2475​

ในแนวทางข้อ​ (6) ของสถาบันทิศทางไทย​ ได้กล่าวถึงความผิดพลาดของคณะราษฎร​ไว้ว่า​

“…ในอดีตคนไทยไปเรียนเมืองนอกเห็นแต่เปลือกไปลอกเขามา(อย่างคณะราษฎร) ได้ทำการเปลี่ยนแปลงประเทศโดยทิ้งกากเดนอันเลวร้ายให้แก่ประเทศไทยมาจนถึงทุกวันนี้…”

ซึ่งเราคงไม่อยากให้มีความผิดพลาดเช่นนั้นเกิดขึ้นอีก

จุดยืนประการที่​ 3​ : ความชัดเจนเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์​กับความเป็นชาติ

ในแนวทางสถาบันทิศทางไทย​ข้อ​ (7) กล่าวว่า

“…สถาบันพระมหากษัตริย์กับการรักษาชาติและการถูกคุกคามจากฝ่ายการเมืองในอดีตที่ผ่านมา เราควรรับมืออย่างไร?…”

ความพยายาม​ Kick Off แก้รธน.​ในหมวดพระมหากษัตริย์​ ของพรรคอนาคตใหม่​เกิดขึ้นในวันที่​ 4​ ส.ค.​ 2562​ ในการเสวนา​ จินตนาการใหม่​ รัฐธรรมนูญใหม่​ โดยหนึ่งในกรอบ​ 4​ ข้อที่​ ธนาธร​ ได้พูดบนเวทีที่จังหวัดเชียงใหม่​คือ​ “…ต้องมีสถาบันพระมหากษัตริย์ สถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ต้องอยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง…”  ซึ่งในความเป็นจริงเรื่องนี้แม้รัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุเอาไว้​ แต่เป็นเรื่องที่รับรู้กันอยู่แล้วว่า​พระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมือง​ ทรง​ “ครองราชย์” แต่มิได้​ “ปกครอง” (Kick Off แก้รัฐธรรมนูญ ธนาธร ไม่ทิ้งลาย ปฏิกษัตริย์นิยม ล็อคเป้าตีกรอบ ห้ามพระมหากษัตริย์ยุ่งกับการเมือง?​ 6​ ส.ค.​ 2562)

หรือ​ พรรคอนาคตใหม่จะต้องการมากกว่านั้น​ โดยเฉพาะเมื่อ​ ส.ส.เกือบ​ทั้งพรรค​ 70​ คน​ลงมติ​ “ไม่เห็นชอบ” (แทนที่จะงดออกเสียง)​ พ.ร.ก.โอนกำลัง​ (17​ต.ค.2562)​ (และ​ ส.ส.​ 4​ คนที่ไม่ลงมติ​ก็ถูกขับออกจากพรรค​ 16​ ธ.ค.​2562)​ ซึ่งมีความเห็นระบุว่า​การแสดงออกดังกล่า​วเป็นการแสดงจุดยืนแบบปฏิกษัตริย์นิยมอย่างชัดเจนในรัฐสภา​ (“ส.ว. ชี้ อนาคตใหม่โหวตคว่ำ พ.ร.ก.โอน 2 หน่วยทหาร สะท้อนแนวคิด​ ปฏิกษัตริย์นิยม”​ BBC​ 20​ ต.ค.​2562)

ซึ่ง​ ชัยธวัช​ ตุลาธน​ รองเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่​ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุคส่วนตัวในวันนั้นว่า​ “…วันนี้พรรคอนาคตใหม่ได้เลือกแล้วที่จะยืนอยู่กับประชาชน​ วันข้างหน้าจะเป็นอะไรนั้น​ ขอให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน…”​ (ชัยธวัช​ ตุลาธน​ 17​ ตุลาคม​ 2562)

ซึ่ง​ ชัยธวัช​ เป็นหนึ่งใน​ กมธ.ศึกษาการแก้รัฐธรรมนูญในโควต้าพรรคอนาคตใหม่

จุดยืนประการที่​ 4​ : ลดเงื่อนไขความขัดแย้งที่จะนำไปสู่ความรุนแรง

ก่อนไปชุมนุม​ flash mob ธนาธร​ ได้กล่าวในการเสวนาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์​ ท่าพระจันทร์​ ว่า​ “…ทางรอดเดียวของประเทศไทย การแก้ไขรัฐธรรมนูญมี 2 ทาง คือ แก้ด้วยเลือด หรือ แก้ด้วยการยินยอมพร้อมใจจากทุกฝ่าย หากฝ่ายผู้มีอำนาจไม่พร้อมเปิดพื้นที่ หรือผ่อนปรนให้คนเห็นต่าง ดังนั้น คงไม่มีทางเลือกใดให้เหลืออยู่ เพราะเขาเป็นฝ่ายผลักให้เราเลือกทางเลือก…” (14​ ธ.ค.​2562)​

ซึ่งหลังการชุมนุมดังกล่าว​ พรรคอนาคตใหม่ก็ประกาศชัดเจนว่าจะชุมนุมต่อเนื่อง​และชุมนุมใหญ่ในปี​ 2563 ด้วยจุดประสงค์จะขับไล่​ พล.อ.ประยุทธ์​ จันทร์โอชา โดยไม่มีเหตุผลที่ชัดเจนว่ารัฐบาล​ พล.อ.ประยุทธ์ได้บริหารงานผิดพลาดร้ายแรงในเรื่องใด​ นอกจากข้ออ้างตามวาทกรรม​เป็นเผด็จการ​ สืบทอดอำนาจ​ และเหตุผลเบื้องหลังว่า​ พรรคอนาคตใหม่กำลังจะถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรค​

โดยไม่ดูข้อเท็จจริงว่า​ สาเหตุของการถูกยุบพรรคล้วนมาจากผู้บริหารพรรคและฝ่านกฎหมายของพรรคเองทั้งสิ้น​ แต่ธนาธร​ ได้ใช้การลาออกจากทุกตำแหน่งในรัฐสภาตอกย้ำวาทกรรมสร้างภาพให้​ชนชั้นนำไทยดูชั่วร้าย​ ปลุกเร้าผู้สนับสนุน​

“…การกุมอำนาจ​โดยการใช้เครื่องมือจากกองทัพ​ รัฐสภา​ องค์กรอิสระ​ หรือแม้แต่กฎหมายต่างๆ​ เป็นการรวบอำนาจไว้ที่คนๆนั้น​ อีกทั้งคนกลุ่มนี้ตั้งใจจะทำลายพรรคอนาคตใหม่…”​ (​ 29​ พ.ย.2562)​

ตามสูตร​ “ย้อนศร​ 6​ ตุลาฯ” ​โมเดล​ ชัดเจนว่า​ ธนาธร​ และพรรคอนาคตใหม่​ รวมถึงผู้สนับสนุนที่เป็นคนรุ่นใหม่ส่วนหนึ่งอาจ​เคลื่อนไหวในประเด็นที่ล่อแหลมมากขึ้น​ (เช่น​ กรณีโพสต์ภาพมิบังควรของพิมพ์ชนก)​ เพื่อกระตุ้นเร้าความโกรธและความไม่พอใจของอีกฝ่าย​ ที่เมื่อยิ่งตอบโต้ก็อาจจะถูกสร้างภาพให้เป็น​ “คนคลั่งเจ้า” ที่สามารถใช้ความรุนแรง​ (คิดต่าง​-ต้องตาย)​ กับผู้ร่วมชุมนุม​

แม้​ ​ส.ส.พรรคอนาคตใหม่​บางคนเองก็แสดงความไม่เห็นด้วยกับการนำคนลงท้องถนน​ โดยให้ใช้กระบวนการทางรัฐสภา​ เพื่อหลีกเลี่ยง​เงื่อนไขความรุนแรง​ แต่​สุดท้าย​ ส.ส.กลุ่มดังกล่าวก็ถูกขับออกจากพรรค​ในที่สุด​

ซึ่งสนธิญาณและสถาบันทิศทางไทย​ ได้เตือน​ ธนาธร​ อย่างตรงไปตรงมาว่า​ แม้ไม่มีใครอยากเห็นการนองเลือดอีก​ แต่สังคมไทยนั้นไม่มีใครกลัวกับคำขู่นองเลือดของธนาธร​ และให้ธนาธร​ ลองคิดถึงว่าถ้าผู้ที่บาดเจ็บ​ ล้มตาย​เป็นคนใกล้ชิดหรือญาติของตนเองจะรู้สึกอย่างไร

จุดยืนประการที่​ 5​ : ลดอำนาจนักการเมือง​ เพิ่มอำนาจประชาชน​

พรรณิการ์​ วานิช​ได้พูดอย่างไร้วุฒิภาวะว่า​ รัฐธรรมนูญ​ 2560​ เฮงซวยทั้งฉบับ​ โดยไม่ได้สนใจในเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ต้องการลดอำนาจนักการเมืองและทำให้พรรคการเมืองเป็นของประชาชนมากที่สุด​ อันเป็นเจตนารมย์ของประชาธิปไตยที่ต้องการกระจายอำนาจสู่ประชาชนอย่างแท้จริง

ต่างจากกรณีธนาธรให้พรรคกู้ยืมเงิน​ 191​ ล้าน​ ที่ชัดเจนว่า​ ไม่ว่าจะตีความ​ “เงินกู้” เป็นอะไรก็ตาม​ การให้กู้​ ย่อมผิดต่อเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญ​ เพราะผู้ให้กู้ย่อมมีอำนาจครอบงำเหนือพรรคได้​ ไม่นับว่าการชำระเงินคืนพร้อมดอกเบี้ยจะเปิดช่องให้พรรคการเมืองถูกใช้เป็นช่องทางฟอกเงินได้​ อันจะเป็นสิ่งที่สะท้อนความเป็นประชาธิปไตยโดยคำพูด​แต่ในทางปฏิบัติก็ไม่ได้เป็นอย่างที่พูดหรือพยายามให้กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่สนับสนุนพรรคเชื่อ

น่าสังเกตว่า​ สัดส่วนของ​ 49​ กมธ.นั้น​ มีนักการเมืองอาชีพ​ถึง​ 40​ คน​ ที่ต่างจะเข้าไปแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อผลประโยชน์ของพรรคและนักการเมืองเองหรือไม่​ โดยเฉพาะการเลือกตั้งในระบบสัดส่วนผสมที่พรรคใหญ่เสียเปรียบ​ และ​ที่มาของ​ ส.ว.​ การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนจะเป็นไปได้แค่ไหนยังต้องติดตามดูกันต่อไป