ความจริงจากปากสุภรณ์! ม็อบนปช.มีคนสั่ง หลอกปชช.มาตาย? ขอจตุพรเพื่อนรักกลับใจ

0

จากที่จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานนปช. กล่าวถึงการยิงแสงเลเซอร์ ตามหาความจริง เล่าถึงชะตากรรมเสื้อแดง พร้อมทั้งพูดถึงการสู้แล้วรวยว่าไม่มีอยู่จริงแต่ทรยศแล้วรวยมีจริง ทำให้วันนี้แรมโบ้อีสานออกมาพูดถึงคนเคยอุดมการณ์ว่าอย่างน่าสนใจ

ล่าสุดวันนี้(13 พ.ค.63) นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี นายจตุพร กล่าวถึงการยิงเลเซอร์ ตามหาความจริง เหตุการณ์สลายการชุมนุมปี53 ว่า ในฐานะที่ตนเคยเป็นอดีตแกนนำที่อยู่ในเหตุการณ์ชุมนุมคนหนึ่ง อยากจะเตือนสตินายจตุพร ในฐานะเพื่อนรักกันว่า บทเรียนในอดีตพวกเราเคยตกเป็นเครื่องมือของใครบางคน บางกลุ่ม

“พวกเราต้องยอมรับความจริงกันว่า พวกเรามีจุดยืนที่เรียกว่าทฤษฎี 2 ขา ขาที่1.เรามีจุดยืนเพื่อประชาธิปไตยอย่างแท้จริง แต่ขาที่2.เรามีจุดยืนเพื่อผลประโยชน์ตนเองในการรับใช้พรรคการเมือง เพราะพวกเราเป็นสมาชิกพรรคการเมืองกันเกือบทุกคนและเรายังมีผู้บังคับบัญชาคอยสั่งการอยู่เบื้องหลังในการชุมนุม คงไม่ต้องให้เราบอกว่าเป็นใคร พอเลือกตั้งเสร็จทุกคนก็ได้รับรางวัลสมนาคุณความดีความชอบแกนนำทุกคนมีตำแหน่งทางการเมืองกันถ้วนหน้า

บอกลาอาการคิดหนัก บอกลาซาด้า
บอกลาอาการคิดหนัก บอกลาซาด้า

บางคนให้มีตำแหน่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ บางคนได้ลูกหรือภรรยามาเป็น ส.ส.ในสภา แกนนำบางคนได้เป็นถึงรัฐมนตรีในกระทรวงใหญ่ๆ สองสามกระทรวงด้วยซ้ำไป ที่ผมต้องพูดเพราะต้องทบทวนบทบาทความคิดตนเองว่า เราสู้เพื่อประชาชนสู้เพื่อประชาธิปไตยอย่างแท้จริง หรือสู้เพื่อพรรคการเมืองหรือสู้เพื่อใครบางคน หรือสู้เพื่ออยากมีอยากได้ตำแหน่งของตัวเราเอง”

ทั้งนี้นายสุภรณ์ ยังกล่าวอีกว่า ต้องเอาข้อเท็จจริงมาพูดกันแบบไม่มีอคติกล่าวหาใส่ร้ายฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือพูดเพื่อทำลายบรรยากาศให้บ้านเมืองมันมีปัญหาความขัดแย้งกลับขึ้นมาอีกเหมือนในอดีตมันได้ประโยชน์อะไร อยากให้เพื่อนลองไตร่ตรองตั้งสติดูว่าตนพูดผิดหรือพูดถูก ยิ่งนายจตุพรพูดยิ่งไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยมีแต่จะสร้างความขัดแย้งใหม่ขึ้นมา

“พวกเราน่าจะนำบทเรียนความขัดแย้งในอดีตที่ถูกกล่าวหาต่างๆนานานำมาเป็นบทเรียนเตือนสติเตือนใจที่จะร่วมมือกันนำพาประเทศชาติไปสู่ความสามัคคีให้ได้ไม่ดีกว่า หรือเพื่อพิสูจน์ตนเองไม่เป็นอย่างที่คนอื่นกล่าวหา หรือไม่ก็กล้ายอมรับการความจริงแบบลูกผู้ชายไปเลยว่าเราเดินทางผิด คิดผิดไปแล้วเราผิดพลาดจริงๆไม่เห็นต้องไปกลัวอะไร ตนกลับมีมุมมองว่าถ้าคนเราเดินผิดคิดผิด เรากลับตัวกลับใจคิดใหม่ทำใหม่ สังคมยังให้โอกาสให้อภัยเราได้เสมอ

จตุพรต้องพึงระวังอย่าเดินหลงทางซ้ำสอง ต้องพึงระมัดระวังอย่าตกเป็นเครื่องมือการเมืองของใครอีก ต้องหยุดการเดินหลงทางให้คนบางกลุ่มที่กำลังพยายามคิดจะสร้างความวุ่นวายสร้างความแตกแยกให้บ้านเมืองในขณะนี้ เราจะต้องไม่เป็นเครื่องมือให้ใครอีกต่อไป

เหตุการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นเมื่อปี 52 และ 53 ไม่มีใครรู้ดีเท่ากับพวกเราว่าเบื้องหน้าเบื้องหลังเป็นเช่นไร ยิ่งให้ผมพูด ยิ่งจะเป็นการเผาพวกเดียวกัน อย่าให้ผมพูดเลย สุดท้ายประชาชนจะกล่าวหาว่า พวกเราเองต่างหากหลอกเอาประชาชนมาเป็นเครื่องมือเป็นเกาะกำบังเรียกร้องคร่ำครวญหาประชาธิปไตย จนกระทั่งถูกยัดเยียดข้อหาพาประชาชนไปตาย เพื่อรักษาผลประโยชน์ให้ใครบางคน

ผมอายเขายิ่งผมพูดจะยิ่งเห็นธาตุแท้ของใครบางคนที่ทำกับพวกเราและยิ่งบาปกันไปใหญ่ ผมเองก็สุมแน่นเต็มหน้าอกไม่เคยคิดอยากระบายกับใคร ขณะนี้เวลานี้สมองคิดอย่างเดียว อยากไถ่บาปอยากกลับเนื้อกลับใจ อยากใช้ชีวิตและลมหายใจที่เหลืออยู่ตอบคุณแผ่นดิน หมั่นเข้าวัดทำบุญสร้างกุศลให้วีรชนทุกคนที่ล่วงลับได้อโหสิกรรมให้พวกเราทุคน”

นอกจากนี้นายสุภรณ์ ยังฝากถึงเพื่อนรักตู่จตุพร ขอเป็นคำพูดที่เพื่อนเตือนสติเพื่อน ขอให้ใช้สติทบทวนให้หนักแน่นค่อยๆคิดทบทวนตัวเองเพราะชีวิตจริงไม่มีใครักเราเท่ากับตัวเราเอง บทเรียนสอนใจความเจ็บปวดในชีวิตคงเตือนสติเพื่อนให้หยุดพอได้แล้ว มีอะไรคุยกันปรึกษากัน เพื่อนคนนี้ยินดีพาเพื่อนไปสู่หนทางที่พบความสงบในชีวิต

เรามา สร้างบุญกุศลให้ประเทศชาติ ประชาชนร่วมกันก่อนสิ้นลมหายใจ เพราะชีวิตนี้ไม่มีใครรู้ว่าเราจะจากโลกใบนี้ไปวันใหน ชีวิตนี้ไม่มีใครรู้วันตายของตัวเราเองอาจจะช้าหรือเร็วแล้วแต่ชะตากรรม แต่ชีวิตที่ยังดำรงเหลืออยู่ในปัจจุบันเรามาทำความดีเพื่อตอบแทนพระคุณแผ่นดินที่ให้เราเกิดมา ไม่ดีกว่าหรือ ที่ผมพูดถึงเพื่อนรักจตุพรไม่ได้มีอคติส่วนตัวแต่อย่างใด ก็เพียงเตือนกันในฐานะเพื่อนรักอีกสักครั้ง ส่วนจตุพรจะเห็นด้วยหรือไม่ก็แล้วแต่เพื่อน จะเกลียดจะโกรธผมก็คงไม่ว่ากันแต่ผมพูดด้วยความหวังดีจะขอเตือนครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย และจะไม่ก้าวล่วงเพื่อนอีกถือว่าเราได้คุยกับเพื่อนเป็นที่สุดแล้ว” นายสุภรณ์ กล่าว