ส.ว.ต้องลุยเอง! ศานิตย์ เผยเบื้องลึก ร้องฟัน “นายกฯ” ขัดจริยธรรมร้ายแรง ซัดฝ่ายค้าน-กกต. ตีมึนไม่ทำหน้าที่

0

จากกรณีศาลรัฐธรรมนูญ รับคำร้องของ 40 สว.ที่ยื่นเรื่องต่อนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานรัฐสภา เพื่อขอให้วินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคสามประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีผู้ถูกร้องที่ 1

และนายพิชิต ชื่นบาน รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกร้องที่ 2 สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรมนูญหรือไม่นั้น ซึ่งนายพิชิตได้ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี และศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องในส่วนของนายเศรษฐา และให้ชี้แจงภายใน 15 วันนั้น

ล่าสุดเมื่อวานนี้ (27 พ.ค.2567) พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร สมาชิกวุฒิสภา ได้โพสต์ข้อความ ถึงกรณีดังกล่าว บอกว่า เล่าสู่กันฟัง..!! “ความจริงก็คือความจริง” (hand pointing right) ช่วงนี้มีนักวิเคราะห์การบ้านการเมืองหลายคน ออกมาแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ กรณี 40 สว.กันหลากหลาย บางคนอาจมโนเอาเอง บางคนอาจรับฟังข้อมูลที่ไม่ถูกต้องมา จึงทำให้ความเห็นที่ออกมาผิดบ้างถูกบ้าง ก่อให้เกิดความสับสน เข้าใจผิดกันไปต่างๆนาๆ ผมจึงขอถือโอกาสนี้นำเรื่องจริงที่ไม่อิงนิยาย มาเล่าสู่กันฟัง..! เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกันครับ (รับทราบ)

ส่วนตัวผมเองในฐานะที่เป็นคนหนึ่งที่ลงชื่อและได้มีโอกาสพูดคุยกับเพื่อนสว.ที่ลงชื่อ บางท่านอาทิเช่น ท่านตุ่น ท่านเจี๊ยบ เป็นต้น มีความเห็นตรงกันคือ การลงชื่อครั้งนี้ไม่ได้ลงชื่อเพราะอยากดังหรือเหตุผลอื่นใด แต่จำเป็นต้องทำเพื่อประโยชน์ของชาติอย่างแท้จริงเพราะเป็นหน้าที่โดยตรงของคนไทยทุกคนที่มีโอกาส และยังเป็นการสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองที่ดีให้คนรุ่นหลังนำไปแนวทางในการปฏิบัติต่อไป (ขอร้อง)

ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ก็คือ ก่อนจะมีการลงชื่อไม่นานมีเพื่อนสว. มาหารือกับผมเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมเห็นว่าข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นมันมีมูลความผิดจริง ซึ่งตามปกติเท่าที่ผ่านมาเมื่อฝ่ายรัฐบาลบริหารงานผิดพลาด กระทำการทุจริตผิดกฎหมาย หรือมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฎิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ควรเป็นหน้าที่ของ สส.โดยเฉพาะฝ่ายค้านที่จะต้องทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหารตามรัฐธรรมนูญ โดยมีอำนาจ ดังนี้

1. ยื่นเรื่องให้ศาล รธน.วินิจฉัยตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ม.170 วรรคสามประกอบ ม.82 ว่าความเป็นรัฐมนตรีของทั้งสองท่านสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ ม.170 วรรคแรก (4) ประกอบ ม.160 (4) (5) หรือไม่

2.เข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะ ตามรัฐธรรมนูญ ม.151

3.อื่นๆ เช่น ส่ง ปปช.

เรื่องนี้จึงควรเป็นหน้าที่ของ สส.โดยเฉพาะฝ่ายค้านที่มีอำนาจโดยตรงตามกฎหมายในการยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ ม.170 แต่ก็ยังไม่เห็นทำอะไร หรือมีข่าวว่าคิดที่จะทำอะไรข้างต้นกันเลย มีแต่เพียงคนภายนอกซึ่งไม่มีอำนาจโดยตรงไปยื่นเรื่องนี้ผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

ต่อมาเมื่อ 14 พ.ค.67 เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจแผ่นดิน ก็ได้ออกมาเปิดเผยถึงผลการวินิจฉัยเรื่องนี้ว่า เป็นเรื่องไม่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของผู้ตรวจการแผ่นดินตาม ม.37(3) แต่เป็นเรื่องที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจขององค์กรอิสระอื่น( กกต.) ตาม ม.37(4) แห่งพรป.ว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ.2560 ซึ่งกำหนดห้ามมิให้ผู้ตรวจการแผ่นดินรับไว้พิจารณา จึงโยนเรื่องนี้ให้กกต.เป็นผู้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ ม.170 วรรคท้าย ซึ่งความตอนหนึ่งว่า

” … เพื่อประโยชน์แห่งการนี้ให้ กกต.มีอำนาจส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ด้วย “

ทั้งนี้นับแต่ 27 เม.ย.67 เป็นต้นมา กกต.ก็ยังเงียบกริ๊บๆๆๆๆอยู่ ในส่วนสส.ก็ยังเงียบกริ๊บๆเช่นกัน ยังไม่มีข่าวคราวว่ามีการเคลื่อนไหวอะไรเลย (ไม่แน่ใจ) เมื่อเป็นเยี่ยงนี้ สว.ชุดนี้แม้อายุวุฒิสภาสิ้นสุดลง แต่รัฐธรรมนูญ ม.109 วรรคท้ายกำหนดให้สว.อยู่ในตำแหน่งเพื่อทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมี สว.ขึ้นใหม่ ไม่ใช่ สว.รักษาการตามที่กล่าวหากัน ภาระหน้าที่จึงตกแก่สว.ชุดนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผมจึงเห็นว่า

1.ไม่ควรปล่อยให้ใครก็ตาม(ไม่จำเป็นต้องเป็นรัฐบาลนี้ )คิดจะทำอะไรก็ได้โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องชอบธรรม ขาดทั้งหลักนิติรัฐ และนิติธรรม ประเทศชาติก็จะเกิดความเสียหาย

2.ประกอบกับที่ผ่านมา สว.มีหน้าพิจารณาให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เช่น กกต. ปปช. อสส. ผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นต้น ซึ่งหลายครั้งมีประเด็นปัญหาที่ต้องใช้เวลาพิจารณากันค่อนข้างมากกรณีผู้ถูกเสนอชื่อไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฎิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง เนื่องจากยังไม่มีบรรทัดฐานในการตีความไว้ ทั้งนี้มีหลายคนที่ได้รับการเสนอชื่อเข้ามานั้น มีประวัติค่อนข้างจะโชกโชนทั้งเรื่องทุจริต ประพฤติมิชอบและอื่นๆ มีทั้งถูกร้องเรียน ถูกฟ้องร้องทั้งคดีแพ่ง คดีอาญา และวินัย มากมาย แม้บางคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล บางคดีศาลยกฟ้องจำเลยด้วยเหตุสงสัย ตาม ป.วิ.อ ม.227 ซึ่งบัญญัติว่า
“ ให้ศาลใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง อย่าพิพากษาลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำผิดจริง และจำเลยเป็นผู้กระทำผิดนั้น

เมื่อมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย “
เรื่องนี้จึงเป็นที่ถกเถียงกันมากเนื่องจากยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาอ้างอิง ในส่วนผู้เห็นชอบก็จะอ้างว่ายังไม่เข้าข่ายไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และไม่มีพฤติกรรมฝ่าฝืนฯมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ส่วนผู้ไม่เห็นชอบก็จะอ้างว่าเข้าข่ายแล้ว ทั้งนี้ในทางอาญาการยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยนั้น พอรับได้ แต่การยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้ผู้ที่จะไปทำหน้าที่สำคัญของชาติในองค์กรอิสระ จึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณากันให้รอบคอบถี่ถ้วนว่า มันขัดกับรัฐธรรมนูญ ม.170 วรรคแรก (4) มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และ (5)ไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฎิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

แต่เนื่องจากที่ผ่านมายังไม่เคยมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับเรื่องนี้ดังนั้นจึงชอบที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายซึ่งได้แก่ สส. สว. หรือกกต.จะต้องส่งเรื่องนี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเพื่อเป็นบรรทัดฐานในการปฎิบัติต่อไป กล่าวโดยสรุปคือ การที่ลงชื่อยื่นคำร้องในครั้งนี้ ผมมีเหตุผลที่สำคัญ 2 ประการ คือ

1.ผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายยังเพิกเฉย ละเลย ไม่ทำหน้าที่หรือมีพฤติกรรมที่แสดงออกว่าจะทำหน้าที่ตามกฎหมาย

2.ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยกรณีนี้ เพื่อเป็นบรรทัดฐานต่อไป

อนึ่งขอย้ำอีกครั้งว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของหลักการความถูกต้องเท่านั้นไม่เกี่ยวกับตัวบุคคล หรือรัฐบาลแต่อย่างใด อีกทั้งไม่มีใบสั่ง หรือรับคำสั่งจากใครเพื่อตอบแทนบุญคุณ หรือหวังผลตอบแทนอะไรทั้งสิ้น แต่เป็นการกระทำด้วยจิตสำนึกและความรับผิดชอบที่มีต่อชาติ ศาสน์กษัตริย์และประชาชนอย่างแท้จริง (รับทราบ) ทั้งนี้เพื่อสร้างความเข้าใจที่ดีร่วมกันในการทำหน้าที่อย่างสุจริตใจ ผมขอหยิบยกวาทะของ บุคคลสำคัญของโลก สองท่าน คือ

1.เติ้งเสี่ยวผิง รัฐบุรุษผู้เปลี่ยนประเทศจีน จากยากจนเป็นมหาอำนาจโลกในปัจจุบันนี้ ที่ว่า “ อย่าตอบแทนบุญคุณส่วนตัว ด้วยผลประโยชน์ของประเทศชาติ”

2.J.F.Kennedy อดีตประธานาธิบดีของ สหรัฐอเมริกา ที่กล่าวไว้ในวันรับตำแหน่ง ว่า “ จงอย่าถามว่าประเทศชาติจะให้อะไรแก่ท่าน แต่จงถามว่าตัวท่านเองว่าท่านจะทำอะไรให้ประเทศชาติ” วาทะของผู้นำทั้งสองนี้ น่าจะเป็นเครื่องเตือนใจและช่วยสร้างจิตสำนึกให้คนไทยรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์และประชาชนได้บ้างไม่มากก็น้อยละครับ (ขอร้อง)

ที่เล่าให้ฟังมานี้เป็นเพียงการนำข้อจริงและความเห็นส่วนตัวของผมที่สัมผัสมาด้วยตนเองมาถ่ายทอดให้ฟังกัน เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องเท่านั้น ไม่ประสงค์ให้ร้ายใครเพื่อเอาดีเข้าตัว เอาชั่วให้คนอื่น หรือ ฆ่าน้อง ฟ้องนาย ขายเพื่อนแต่อย่างใด เพราะ ”ความจริงก็คือความจริง” (wink)
# ผลประโยชน์ของชาติสำคัญกว่า
# ถูกต้องมาก่อนถูกใจ
# รักเธอประเทศไทย
# ทำดี ทำได้ ทำทันที

จากใจ (หัวใจ)(หัวใจ)(หัวใจ)
พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร
สมาชิกวุฒิสภา
27 พ.ค.2567
* ท่านพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ท่านก็ทำหน้าที่ของท่านโดยสุจริตเช่นกัน