ตอกหน้าภูมิธรรม! เจ้าของโรงสีสุรินทร์ นำข้าวเก่าแค่ 5 ปี ทดลองหุง อ้วกแทบพุ่ง ให้หมากินยังเมินเดินหนี

0

จากรายงานถึงการตรวจโกดังข้าว ซึ่งถูกนำไปเชื่อมโยงกับกรณีคดีของอดีตนายกฯ โดยถูกตั้งข้องสังเกตว่าจะเป็นการฟอกขาวให้กันหรือไม่ เพราะกรณีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าวที่มีคนติดคุกและเกิดความเสียหายมหาศาลต่อประเทศ

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2567 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการลงพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ ว่า ตนเองได้เข้าไปตรวจสอบโรงสี 2 แห่งในสุรินทร์ ซึ่งเป็นโรงสีที่รับข้าวจากโครงการจำนำข้าวเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เนื่องจากมีการร้องเรียนว่า ทั้ง 2 แห่งมีข้าวรวมกันประมาณ 120,000 กระสอบ และเป็นข้าวเน่า

แต่จากการไปตรวจสอบพบว่า ไม่ตรงกับที่มีการร้องเรียน เพราะข้าวในแต่ละกระสอบ ยังมีปลายจมูกข้าว ส่วนเม็ดข้าวมีสีเหลืองบ้างเล็กน้อย

โดยตนเองยังได้มีการให้นำข้าวดังกล่าวไปทดลองหุง ก็พบว่ายังมีกลิ่นหอม ยังมียาง จัดว่าเป็นเป็นข้าวชั้นดีที่สามารถนำมารับประทานได้ และยืนยันว่า ในระหว่างการตรวจสอบได้มีการบันทึกภาพในการตรวจสอบไว้ทุกขั้นตอนให้เห็นถึงความโปร่งใส ซึ่งหากรีบนำมาออกขายก็ยังได้ราคา เพราะราคาในท้องตลาดกำลังมีราคาดี

“ผมไปดูตรวจสอบแล้วทุกกระสอบนะครับ เฉลี่ยๆดู นะครับเกือบทุกจุดนะครับ เอามาดูแล้วข้าวก็ยังมีเม็ดสวย ยังมีปลายจมูกข้าว อะไรอย่างนี้อยู่ แล้วก็ผิว ผิวสีนี่ก็อาจจะเหลืองนิดนึง ก็เอาหม้อข้าวมานะครับ แล้วก็จับหุง หุงแล้วเราก็กินกันนะครับทั้งผม ทั้งเจ้าของโรงสี ทั้งอธิบดี ทั้งปลัด ผู้กำกับที่ตรวจดูทุกคนก็ยังกินได้อยู่ กลิ่นหอมข้าวก็ยังมี ยางข้าวก็ยังมีอยู่ ก็ถือได้ว่าเป็นข้าวชั้นดี” นายภูมิธรรม กล่าว

นอกจากนี้ นายภูมิธรรม ยังยืนยัน จะต้องตรวจสอบให้ชัดเจนอีกครั้งก่อนนำมาขาย ซึ่งหากขายได้ก็จะมีเงินนำมาคืนเจ้าของโรงสีและโกดัง รวมถึงชำระค่าเช่าโกดังที่ยังค้างไว้ และเงินที่เหลือก็ยังนำคืนให้กับรัฐบาลได้ เพราะข้าวที่อยู่ในโกดังถือว่าเป็นของรัฐบาล แต่หากปล่อยทิ้งไว้ในโกดังก็จะเกิดปัญหา หลังจากนี้ตนเองจะไปตรวจสอบในโกดังอื่นที่มีการเก็บข้าวในสต็อกโครงการรับจำนำ เพื่อพิจารณาก่อนนำมาออกขาย

ต่อมาวันที่ 20 มีนาคม 2567 นายภูมิธรรม ออกมากล่าวถึงการตรวจโกดังข้าวที่สุรินทร์ ว่า ได้ไปมาในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา จากการตรวจสอบข้าวทั้ง 2 โกดัง ซึ่งมีกว่า 150,000 กระสอบ ซึ่งการตรวจครั้งนี้เนื่องจากมีการร้องเรียน กรณีกล่าวหาว่าโกดังเก็บข้าวเน่า แต่เจ้าของโกดังมั่นใจว่าเก็บรักษาดูแลอย่างดี

“ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีการรมยาตลอด โดยการลงพื้นที่มีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเป็นสักขีพยาน เพื่อให้เกิดความชัดเจนและสามารถขายข้าวได้ เพราะที่ผ่านมามีความเสียหายเรื่องค่าเช่าโกดัง แต่ไม่สามารถขายข้าวได้”

โดยจากการตรวจสอบมีการสุ่มตรวจในหลายกระสอบที่อยู่ในโกดัง พบว่าเม็ดข้าวโดยรวมเหมือนกันเป็นเม็ดดี มีจมูกข้าว สีอาจจะจางไปบ้าง แต่ยังมีความหอม และให้นำข้าวบางส่วนของแต่ละกระสอบหุงรวมกัน เมื่อลองชิมก็ไม่มีปัญหา ยังเป็นข้าวหอมมะลิที่ดีสามารถทำเป็นข้าวผัด ข้าวมันไก่ได้

“จึงมีแนวคิดที่จะนำไปขายด้วยการเปิดประมูล โดยองค์การคลัง และเชื่อว่าน่าจะขายได้ทันที ประมาณ 300-500 ล้านบาท ซึ่งเงินที่ได้จะเป็นของรัฐ ส่วนโรงสีก็จะได้ค่าเช่า และค่ารมยากลับคืนมาทั้งหมด”

นายภูมิธรรม ยังย้ำทิ้งท้ายอีกว่า ทางกระทรวงพาณิชย์ต้องการทำเรื่องนี้ให้เกิดความชัดเจน ซึ่งหากยังมีโกดังอื่นตกค้างก็จะเข้าไปแก้ปัญหา เพราะไม่ควรจะทิ้งค้างไว้ ยิ่งนานวันจะมีปัญหา โดยในช่วงนี้ราคาข้าวกำลังดี ก็ต้องเร่งดำเนินการ

ล่าสุดวันที่ 22 มีนาคม 2567 ทวิตเตอร์ ข่าวช่องวัน@onenews31 ได้ออกมาโพสต์ภาพพร้อมข้อความถึงการตรวจโกดัง สต็อคข้าวที่น่าสนใจว่า

“จากกรณีที่ ภูมิธรรม รมว.พาณิชย์ ประกาศเร่งขายข้าวที่เก็บสต็อกไว้ตั้งแต่โครงการรับจำนำข้าว เมื่อ 10 ปีก่อน หลังไปตรวจโกดังเก็บข้าว ที่ จ.สุรินทร์ พบยังไม่เน่า

ล่าสุด เจ้าของโรงสีชุมชนที่สุรินทร์ ทดลองนำข้าวเก่า 5 ปี ที่ซีลเก็บใส่ถุงสุญญากาศไว้อย่างดี มาแกะเพื่อทำการหุง โดยตอนที่แกะมาดมดูนั้น ปรากฏว่ามีกลิ่นสาบเหมือนมีแมลงอะไรตายอยู่ข้างใน และตัวข้าวก็จับเป็นก้อน เมื่อนำไปหุงมากิน ปรากฏว่า อ้วกแทบพุ่ง เมื่อลองเอาไปให้หมากิน หมายังเมินลุกเดินหนี ย้ำนี่ขนาดข้าว 5 ปีกว่าๆ ถ้า 10 ปีจะขนาดไหน”