ลางแพ้สหรัฐฯ! นักบินพลีชีพต้านถูกใช้ในศึกกาซา เตหะรานประจานUS-อิสราเอลกลาง UNHRC

0

โศกนาฎกรรมช็อคโลก! เมื่อนักบินสหรัฐฯสมาชิกกองทัพอากาศรายหนึ่งเผาตัวเองนอกสถานทูตอิสราเอลในวอชิงตัน เพื่อประท้วงและต่อต้าน“การล้างเผ่าพันธุ์”ต่อชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา เขาเสียชีวิตแล้ว เขาชื่อAaron Bushnell นักบินวัย 25 ปี คำพูดสุดท้ายของเขาคือ “Free Palestine” 

ภาพสะท้อนนี้บ่งบอกความรุนแรงของอารมณ์ความรู้สึกของทหารอเมริกันที่ไม่เต็มใจมือเปื้อนเลือดในนามสู้เพื่ออิสราเอล บาดแผลทางใจต่อทหารสหรัฐฯจนตัดสินใจดับชีพตัวเองในหมู่ทหารผ่านศึกเพิ่มขึ้นทุกปี ยิ่งปัญหาโควิดมาซ้ำเติมและถูกทอดทิ้งยิ่งรุนแรงเพิ่มขึ้น ล่าสุดนี้ยังถูกผลักดันไปร่วมศึกในยูเครน และกาซาซึ่งที่กาซาเห็นเป็นที่ประจักษ์คือการถล่มทำลายชีวิตพลเรือนไม่เว้นเด็ก สตรี คนชราอย่างจงใจ นี่คือลางแพ้อีกครั้ง ไม่ต่างจากสงครามเวียตนามที่สหรัฐฯต้องหยุดเพราะใช้อาวุธร้ายทั้งหมดถล่มหลายปี ยังไม่ชนะ ที่กาซาก็เช่นกันยิ่งปราบปรามโหดร้ายต่อประชาชน ยิ่งไม่ชอบธรรมยิ่งเป็นที่รังเกียจของชาวโลก วันนี้กระแสต้านเมกา-อิสราเอลจึงกระหึ่มก้องโลกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

บนเวทีสหประชาชาติโดยเฉพาะคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติก็ไม่เว้น เมื่อหลายประเทศพากันประณามและเปิดโปงการก่ออาชญากรรมของกองทัพอิสราเอลทั้งอดีตและปัจจุบัน

วันที่ ๒๗ ก.พ.๒๕๖๗ สำนักข่าวรัสเซียทูเดย์และทาซนิมนิวส์รายงานว่า อะมีร์ อับดอลลาเฮียน(Amirabdollahian) รมว.ต่างประเทศอิหร่าน ซึ่งอยู่ในเจนีวาเพื่อเข้าร่วมการประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) สมัยที่ ๕๕ ได้กล่าวปราศรัยที่คณะผู้พิจารณาย่อยของรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศเกี่ยวกับปาเลสไตน์

อ้างถึงการสังหารผู้บริสุทธิ์ในปาเลสไตน์ ๓๐,๐๐๐ คน โดย ๗๐% เป็นผู้หญิงและเด็ก รัฐมนตรีต่างประเทศกล่าวว่านี่เป็นสถิติการสังหารทารกที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

เขาตั้งข้อสังเกตว่าการล้างเผ่าพันธุ์สองประเภทกำลังเกิดขึ้นในฉนวนกาซา หนึ่งในนั้นมีคนเสียชีวิตเนื่องจากการโจมตีและการทิ้งระเบิดของไซออนิสต์ และอีกประเภทหนึ่งคือผู้คนอดอยากจนแทบตาย

รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านกล่าวว่าสถานการณ์เลวร้ายยิ่งกว่าในฉนวนกาซาตอนเหนือ ซึ่งชาวกาซาราว ๖๐๐,๐๐๐ คนยังคงอยู่ที่นั่นและให้อาหารลูกๆ ด้วยหญ้าและใบไม้

อิหร่านเชื่อว่าการส่งอาวุธเพื่อสานต่อการล้างเผ่าพันธุ์ในฉนวนกาซาถือเป็นความผิดพลาดที่ไม่อาจให้อภัยได้ และการตัดความร่วมมือใด ๆ โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจและการค้า กับ “ระบอบการแบ่งแยกสีผิวของอิสราเอล” ถือเป็นการดำเนินการเร่งด่วนที่สุดที่รัฐบาลทุกประเทศจะต้องดำเนินการ 

เขาตั้งข้อสังเกตว่าการสังหารชาวปาเลสไตน์ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้จนกว่าสิ่งที่อิสราเอลเรียกว่าการกำจัดกลุ่มฮามาสอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งเขาเน้นย้ำว่าเวลานี้จะไม่มีวันมาถึง 

เขาเน้นย้ำอีกว่าอนาคตของปาเลสไตน์ขึ้นอยู่กับการเจรจาระหว่างปาเลสไตน์กับปาเลสไตน์ ไม่ใช่คนนอกและแผนการที่กำหนดไว้ก็ถึงวาระที่จะล้มเหลว อิสราเอล พันธมิตรต้องถูกนำมารับผิดชอบต่ออาชญากรรมในฉนวนกาซา

เขากล่าวว่า “ทุกวันนี้ โลกกำลังได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรจำนวนหนึ่งสำหรับระบอบปกครองอิสราเอล การสนับสนุนดังกล่าวถือเป็นการสมรู้ร่วมคิดในการล้างเผ่าพันธุ์” 

นักการทูตระดับสูงของอิหร่านเรียกร้องประชาคมระหว่างประเทศอย่าปล่อยให้อาชญากรรมที่เป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และน่าสยดสยองกลายเป็นเรื่องปกติ

การบรรลุเป้าหมายด้านสิทธิมนุษยชนในเวทีระหว่างประเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายร้ายแรงหลายประการ รวมถึงการฆาตกรรมอย่างเป็นระบบและแพร่หลายโดยระบอบการแบ่งแยกสีผิวเพียงแห่งเดียวในโลก 

เขาแสดงความเสียใจต่อความสองมาตรฐานของสหประชาชาติ เขากล่าวว่าการเสียชีวิตอย่างน่าเศร้าของเด็กสาวชาวอิหร่านเมื่อปีที่แล้วก่อให้เกิดการฮือฮามากมาย และส่งผลให้เกิดการจัดตั้งคณะกรรมการค้นหาข้อเท็จจริง ในขณะที่องค์กรระหว่างประเทศกลับล้มเหลวในการดำเนินการอย่างจริงจังใดๆในฐานะสหประชาชาติ ต่อการสังหารหมู่ผู้หญิงและเด็กบริสุทธิ์หลายพันคนในฉนวนกาซา

รัฐมนตรียังเน้นย้ำถึงบทบาทของอิหร่านในการต่อสู้กับการก่อการร้ายและลัทธิหัวรุนแรง โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการดำเนินการร่วมกันและความร่วมมือระหว่างประเทศในการทำสงครามต่อต้านการก่อการร้ายในฐานะที่เป็นภัยคุกคามระดับโลก

“การหายตัวไปของการก่อการร้ายจำเป็นต้องยุติการใช้การก่อการร้ายโดยอำนาจบางอย่าง ซึ่งรวมถึงสหรัฐอเมริกาด้วย เป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่งที่รัฐทางตะวันตกจำนวนหนึ่งยังคงเป็นเจ้าภาพจัดองค์ประกอบการก่อการร้ายต่อไป นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของความขัดแย้งและความหน้าซื่อใจคดในสโลแกนสนับสนุนสิทธิมนุษยชน” 

ประณามกันกลางที่ประชุมคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ซึ่งวิกฤติกาซาได้กระชากหน้ากาก องค์กรโลกบาลทั้งหลายที่สหรัฐฯและพวกก่อตั้งขึ้นฉาบหน้าด้วยคำโปรยสวยหรู แท้ที่จริงก็คือเครื่องมือกดข่มฝ่ายตรงข้ามผลประโยชน์ของสหรัฐฯและพวกนั่นเอง  แต่ที่อิหร่านยังต้องไปเพราะยังมีเพื่อนร่วมโลกอีกหลายแห่ง มีความหวังต่อองค์กรแบบนี้ว่าจะเป็นตัวแทนแห่งความถูกต้องดีงามได้ วันนี้อิหร่านไม่ได้ประณามแต่สหรัฐฯและอิสราเอลเท่านั้น แต่ได้ฉีกหน้ากากนักบุญใจบาปอย่างUNHRC เสียยับไปด้วย อย่าแปลกใจที่หน้างานในกาซาจึงต้องรบกันดุเดือด เพราะยอมมาเกือบร้อยปีแล้ว ยอมก็ตายไม่ยอมก็ตายการลุกขึ้นสู้จึงเป็นสิ่งชอบธรรมของชาวปาเลสไตน์ ดังที่ทูตจีนประกาศไว้ในศาลICJ ว่า การต่อสู้ผู้รุกรานด้วยกำลังอาวุธของประชาชนไม่ผิดกม.ระหว่างประเทศ!!