เดือดมวยถูกคู่! แรมโบ้-วีระระอุ แฉกันยับ ตบทรัพย์แจ้งความกันรัวๆ ขณะศรีสุวรรณโดนอายัด15ล้านฐานเงิน?

0

จากที่มีรายงานเป็นประเด็นถูกพูดถึงมาหลายสัปดาห์ ถึงการเรียกรับเงินข้าราชการใหญ่ ซึ่งลุกลามมีการออกมาเปิดเผยกันอีกหลายกรณี ล่าสุดมีการสั่งอายัดทรัพย์กันแล้วด้วย

โดยเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2567 พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผู้บังคับการกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เรียกประชุมคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน เพื่อวางแนวทางการทำคดีตบทรัพย์อธิบดีกรมการข้าว โดยมี  พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) เข้าร่วม มีการสืบทรัพย์สินเพื่อเตรียมเสนอ ปปง.อายัดทรัพย์สินของกลุ่มผู้ต้องหาตามความผิดมูลฐานการฟอกเงิน

หลังจากตรวจสอบเส้นทางการเงินแล้วพบว่า ทรัพย์สินหลายรายการได้มาอย่างไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะของนายศรีสุวรรณ จรรยา ที่พบว่ามีทรัพย์สินทั้งบ้าน 5-6 หลัง มูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 15 ล้านบาท โฉนดที่ดิน และของสะสม เช่น พระเครื่อง, งาช้าง,  เขาสัตว์, เฟอร์นิเจอร์, ครุฑ ฯลฯ ที่มีมูลค่านับร้อยรายการ

ส่วนการขยายผลไปยังผู้เสียหายวงอื่นๆ มีรายงานว่า ขณะนี้มีกลุ่มผู้ต้องหาที่ไปเกี่ยวข้องกับผู้เสียหายทั้งหมด 11 วง และมีที่จ่ายเงินไปสำเร็จแล้ว 4-5 วง

“การอายัดทรัพย์สินของกลุ่มผู้ต้องหา เพื่อให้สังคมรู้ว่ามีวงจรอุบาทว์ โดยจะเร่งดำเนินการทุกเรื่องให้เร็วที่สุด ตอนนี้ได้รวบรวมหลักฐานเรื่องการเรียกรับเงินเพื่อต้องการให้นักร้องเข็ดหลาบ ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มผู้ต้องหาเท่านั้น ทั้งนักร้องที่อยู่ในสภาฯ นักร้องจากต่างจังหวัด ที่ใช้ประชาชนเป็นเหยื่อล่อ จะต้องจัดการให้หมด โดยเฉพาะพวกที่แสดงออกว่ารักชาติรักแผ่นดิน แต่กลับมีอะไรหลบไว้เยอะ”

ทั้งนี้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวอีกว่า ส่วนนายวีระ สมความคิด นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่มีข้อมูลเกี่ยวโยงกับการตบทรัพย์นายเสกสกล อัตถาวงศ์ หรือแรมโบ้ อีสาน อดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) จะเดินทางมาให้ข้อมูลในวันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ 2567

สำหรับความเคลื่อนไหวของ แรมโบ้อีสาน เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2567 ที่กองบังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ โดย นายเสกสกล อัตถาวงศ์ หรือ แรมโบ้อีสาน ได้เดินทางมาเข้าให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวน หลังเคยถูก นาย อ. ที่อยู่ในแก๊งตบทรัพย์อธิบดีกรมการข้าว ขู่กรรโชกทรัพย์มูลค่าหลายแสนบาท เหตุเกิดช่วงระหว่างเมื่อปี 2565 ต่อเนื่องปี 2566

นายเสกสกล กล่าวว่า มาเร่งรัดการดำเนินคดีของตนเองที่เคยแจ้งความไว้ในหลายพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2565-2566 ในคดีที่ถูกกรรโชกทรัพย์ และหมิ่นประมาท เคยแจ้งความไว้รวมทั้งหมด 6 ครั้ง เพื่อให้ดำเนินคดีกับ นาย อ. หนึ่งในผู้ต้องหาขบวนการตบทรัพย์ เพราะคดียังไม่มีความคืบหน้า

“ที่ผ่านมาเขาคุกคามผม ขนาดผมเป็นถึงผู้ช่วยนายกฯ ยังโดนกระทำ แล้วประชาชนตาสีตาสา คนธรรมดาทั่วไป จะอยู่ยังไง ไม่อยากให้พฤติกรรมแบบนี้เกิดขึ้น และไม่อยากให้คนเหล่านี้ มีที่ยืนในสังคมไทย ในวันนี้จึงตัดสินใจนำข้อมูลที่มีทั้งหมดมายื่นให้ เพื่อเร่งรัดดำเนินคดีลงโทษตามกฎหมายให้ได้ ส่วนหลักฐานที่มีนั้น มีค่อนข้างมากโดยเฉพาะคลิปเสียงที่เคยบันทึกไว้ด้วย”

ต่อมาวันที่  8 กุมภาพันธ์ 2567 นายวีระ สมความคิด ประธานเครือข่ายประชาชนต้านคอรัปชัน ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการประจักษ์จับประเด็น กรณีที่ นายเสกสกล ถึงตัวละคร “ว.” ที่ถูดพาดพิง

โดยระบุว่า นายเอกลักษณ์ เคยมาร้องเรียนตนเองในช่วงเดือนพฤษภาคม 2564 ว่า ถูกนายเสกสกล เรียกรับเงิน 2 ล้านบาท เกี่ยวกับการประกวดราคาโครงการรัฐของ กทม. เพื่อทำโครงการกำจัดขยะ แต่สุดท้ายไม่ได้ จึงตามทวงกับนายเสกสกล ก็ไม่ได้อีก จากนั้นจึงมาร้องเรียนอีกครั้ง ในปี 2566 ว่า นายเสกสกลไม่ยอมจ่ายเงินให้

นายวีระ กล่าวว่า กรณีที่นายเสกสกลพูดไม่ระบุ “ว.” ว่าเป็นใครแต่เมื่อมีเรื่องของเอกลักษณ์ด้วยก็น่าจะคงเป็นตนเอง เพราะกรณีนี้นายเสกสกลเคยต่อว่าไว้อย่างรุนแรงเมื่อปี 2566 เมื่อครั้งที่นำนายเอกลักษณ์ ที่เป็นผู้ร้องเรียนไปยังศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อมาดักรอนายเสกสกล ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น เพื่อทวงถาม

แต่นายเสกสกล กลับไม่ยอมเผชิญหน้า และนายเอกลักษณ์ก็ยืนยันว่า เอาเงินไป 2 ล้านบาทแล้ว ไม่ได้งาน ส่วนใครเป็นคนรับเงินก็ต้องเผชิญหน้ากัน แต่นายเสกสกลไม่ยอมพบ และสุดท้ายไปแถลงข่าวด่านายเอกลักษณ์ และตนเองทำให้เกิดคดีในขณะนี้

เมื่อถามว่า รู้จักนายเอกลักษณ์ มากแค่ไหน นายวีระ ตอบว่า ไม่รู้จักมาก่อน แต่นายไทกร พลสุวรรณ เป็นคนพามารู้จักครั้งแรก และพบกันแถวรามอินทรา โดยอ้างว่ามีเรื่องร้องเรียน แต่ไม่รู้ว่าจะมีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไร แต่ระยะหลังนายเอกลักษณ์ ถูกโยงกับเจ๋ง ดอกจิก และนายศรีสุรรณ ตนจะทราบได้อย่างไรว่าเขาเป็นแก๊ง

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2566 นายเสกสกล ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวชี้แจงกรณีที่ถูก นายวีระ ออกมากล่าวหา โดย ยืนยันว่า ไม่ได้มีการเรียกรับผลประโยชน์ใดจาก นายเอก ผู้ร้องเรียนเลย ตรงกันข้ามที่ผ่านมานายเอก กลับมีพฤติกรรมเหมือนเป็นแก๊งกรรโชกทรัพย์ เรียกเงินจากตัวเองหลายครั้ง และยังคุกคามตัวเองตามไปที่ต่างๆเพื่อข่มขู่เอาเงิน จึงแจ้งความดำเนินคดีมาแล้วถึง 5 คดีด้วยกัน