แตกหัก! สันนิบาตอาหรับประณามสหรัฐฯ-อิสราเอล ออกมติ ๒๖ ข้อทางกม.-ศก.-การทูตขวางอิสราเอลขับไล่ปาเลสไตน์

0

โลกมุสลิมและสันนิบาตอาหรับเคยมีความแตกต่างในจุดยืนความสัมพันธ์กับตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐและอิสราเอล  หลังจากที่ซาอุดีอาระเบียออกมาประกาศชัดว่า จะไม่ฟื้นความสัมพันธ์กับอิสราเอลเป็นปกติจนกว่าจะยุติศึกกาซา การประชุมวิสามัญของสันนิบาตอาหรับล่าสุด ได้ออกมติเข้ม ซัดทั้งอิสราเอลและสหรัฐฯ ที่สมรู้ร่วมคิดในการขับไล่ปาเลสไตน์จากแผ่นดินบ้านเกิด

นอกจากนี้ยังได้ยืนยันจุดยืนเป็นเอกภาพ และชื่นชมต่ออาฟริกาใต้ที่เป็นหัวหอกแรกในการร้องดำเนินคดีอาชญากรรมล้างเผ่าพันธ์ต่ออิสราเอล ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ส่งผลสะเทือนเลื่อนลั่นให้อีกหลายประเทศ กล้าที่ออกมาสานต่อประเด็นนี้อีก อิสราเอลอาจต้องเดินขึ้นศาล ICJ รัวๆนับแต่นี้

มาดูมติล่าสุดของอาหรับลีกว่า ดุดันประหนึ่งจ่อตัดสัมพันธ์กับอิสราเอลอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และประณามสหรัฐฯอย่างเปิดเผยว่าสองมาตรฐาน มีท่าทีสนับสนุนอิสราเอลให้ทำสิ่งชั่วร้ายอย่างไม่อาจปฏิเสธได้

วันที่ ๒๔ ม.ค.๒๕๖๗ สำนักข่าวอาหรับ-อาวแซตรายงานว่า สันนิบาตอาหรับเรียกร้องให้ยุติการส่งออกอาวุธไปยังอิสราเอล โดยกล่าวว่าประเทศต่างๆ ที่ยังคงจัดหาอาวุธให้เทลอาวีฟต่อไปนั้น มีส่วนเกี่ยวข้องในการสังหารชาวปาเลสไตน์ และทำลายบ้านเรือนและโครงสร้างพื้นฐานของพวกเขา

สันนิบาตอาหรับเปิดการประชุมฉุกเฉินในกรุงไคโรเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เพื่อหารือเกี่ยวกับการโจมตีร้ายแรงของอิสราเอลในฉนวนกาซา การประชุมดังกล่าวมีโมร็อกโกเป็นประธาน และจัดขึ้นในระดับผู้แทนถาวรตามคำขอของปาเลสไตน์

สันนิบาตได้จัดตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจของผู้แทนถาวรและสำนักเลขาธิการทั่วไป เพื่อตรวจสอบมาตรการที่เป็นไปได้ของอาหรับที่อาจดำเนินการในระดับกฎหมาย เศรษฐกิจ การเมือง และการทูต เพื่อกระตุ้นและดำเนินการตามมติดังกล่าว

ที่ประชุมได้ออกมติ ๒๖ ข้อ ในระหว่างนั้นได้ประณามอาชญากรรมของอิสราเอลที่กำลังดำเนินอยู่ในฉนวนกาซา และการทำลายโครงสร้างพื้นฐานอย่างเป็นระบบ โดยอธิบายว่าสิ่งที่เทลอาวีฟกำลังทำอยู่นั้นเป็น “อาชญากรรมของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์”

มติดังกล่าวซัดคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติรับผิดชอบในการรักษาความมั่นคงและสันติภาพระหว่างประเทศอย่างจริงจัง

คณะมนตรีความมั่นคงเรียกร้องให้มีการตัดสินใจที่มีผลผูกพันเพื่อหยุดยั้งอาชญากรรมของอิสราเอลที่แพร่หลายและเป็นระบบ ซึ่งคุกคามสันติภาพและความมั่นคงในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ

ในระหว่างการประชุม เอกอัครราชทูตโมฮันนัด อัล-อัคลูค ผู้แทนชาวปาเลสไตน์ กล่าวถึงการประชุมสุดยอดร่วมวิสามัญอาหรับ-อิสลามที่จัดขึ้นในกรุงริยาดเมื่อวันที่ ๑๑ พ.ย. และการเรียกร้องให้ดำเนินการทางการเมือง การทูต เศรษฐกิจ และกฎหมาย เพื่อบังคับให้อิสราเอลยุติการประชุม การรุกรานต่อชาวปาเลสไตน์

อัล-อัคลุคเรียกร้องให้มี “เพิ่มมาตรการทางการทูตและการเมืองมากขึ้นและเปิดใช้งานเครื่องมือทางเศรษฐกิจและกฎหมายในระดับสูงต่ออิสราเอลในทันที”

เอกอัครราชทูตอัมจาด อัล-อาดาเลห์ ตัวแทนของจอร์แดนกล่าวว่า ความตั้งใจขยายอำนาจของรัฐบาลกลุ่มหัวรุนแรงอิสราเอลและวาระการพลัดถิ่นในปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครองไม่เคยชัดเจนและหยิ่งไปกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

อาดาเลห์ ยืนยันว่าเป็นที่ชัดเจนว่ารัฐบาลหัวรุนแรงและแบ่งแยกเชื้อชาติมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของการยึดครอง กำลังเร่งแข่งกับเวลาเพื่อดำเนินการตามวาระของตนอย่างเต็มที่

นักการทูตกล่าวว่าตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค. อิสราเอลพยายามที่จะรวมการยึดครองและขจัดโอกาสที่เหลืออยู่ในการบรรลุสันติภาพโดยปฏิเสธการแก้ปัญหาแบบสองรัฐ และให้ชาวปาเลสไตน์มีสองทางเลือกคือจะเลือกความตายหรือการพลัดถิ่น

มติของสันนิบาตอาหรับเฉ่งสหรัฐฯ ว่าปฏิบัติตามนโยบายสองมาตรฐาน ควรใช้จุดยืนที่สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายมนุษยธรรม โดยเรียกร้องให้มีการหยุดยิงเต็มรูปแบบและยั่งยืนแทนที่จะนิ่งเฉยเท่ากับสนับสนุน

มติดังกล่าวเตือนถึงอันตรายของการถูกบังคับให้พลัดถิ่นของชาวปาเลสไตน์ประมาณสองล้านคนในฉนวนกาซา โดยเตือนต่อความตั้งใจของเทลอาวีฟที่จะอพยพพวกเขาออกไปนอกดินแดนปาเลสไตน์โดยการผลักดันพวกเขาไปยังชายแดนอียิปต์อย่างเป็นระบบ

มติดังกล่าวระบุว่า “ประเทศอาหรับไม่สามารถทนต่อสถานการณ์นักบาที่เกิดขึ้นอีกในปี ๑๙๔๘ ได้ และจะใช้ขั้นตอนทางกฎหมาย การทูต และเศรษฐกิจทั้งหมดเพื่อป้องกันการพลัดถิ่นของชาวปาเลสไตน์” 

มติดังกล่าวเป็นการเรียกคืนข้อมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ 2720 (2023) ที่เรียกร้องให้มีการส่งมอบความช่วยเหลืออย่างไม่มีข้อจำกัดในทันทีและปลอดภัยในวงกว้างทั่วฉนวนกาซา

เอกอัครราชทูตโมฮาเหม็ด อาร์ฟี ผู้แทนถาวรของอียิปต์ กล่าวว่าการสังหารหมู่ชาวปาเลสไตน์ถือเป็นหลักฐานที่ชัดเจนถึงความสองมาตรฐานและความอับอายระดับโลก และย้ำว่าไคโรยังคงสนับสนุนสิทธิของชาวปาเลสไตน์ต่อไป

สภาสันนิบาตประณามการโจมตีที่ร้ายแรงของอิสราเอลต่อค่ายผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์และบ้านเรือนในเขตเวสต์แบงก์ การคุมขังชาวปาเลสไตน์หลายพันคนในแต่ละวัน และการโจมตีและการข่มขู่ที่กระทำโดยผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยิวต่อชาวปาเลสไตน์ภายใต้การคุ้มครองของตำรวจอิสราเอล

สภายังประณามการปิดล้อมมัสยิดอัล-อักซอของหน่วยงานยึดครองอิสราเอลนานกว่า ๑๐๐ วัน ซึ่งบ่อนทำลายเสรีภาพในการสักการะ เช่นเดียวกับการรุกรานซ้ำแล้วซ้ำเล่าในมัสยิดอัล-อักซอ โดยผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยิว

ซาอีด อาบู อาลี ผู้ช่วยเลขาธิการและประธานภาคส่วนปาเลสไตน์และดินแดนอาหรับที่ถูกยึดครอง ยืนยันในสุนทรพจน์ของเขาว่า ชาวปาเลสไตน์กำลังตกอยู่ภายใต้การโจมตีอย่างเป็นระบบภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดทำอะไรไม่ได้

อาบู อาลี เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเพิ่มความพยายามเป็นสองเท่า และใช้มาตรการที่จำเป็นเพื่อหยุดยั้งอาชญากรรมที่กำลังดำเนินอยู่ และยุติสงครามการล้างเผ่าพันธุ์

นอกจากนี้สันติบาตอาหรับได้แถลงยกย่องความพยายามของแอฟริกาใต้ในการดำเนินคดีกับหน่วยงานยึดครองอิสราเอลที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศสำหรับการละเมิดพันธกรณีของตนภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันและลงโทษอาชญากรรมการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (CPPCG)

เรียกร้องให้ประเทศที่รักสันติภาพและปฏิบัติตามกฎหมายสนับสนุนขั้นตอนทางกฎหมายที่ริเริ่มโดยแอฟริกาใต้ โดยยินดีกับการตัดสินใจของสภาประธานาธิบดีลิเบียที่จะเข้าร่วมฟ้องคดีล้างเผ่าพันธุ์ต่ออิสราเอลด้วย

สภาประณามการรุกรานของอิสราเอลต่อซีเรียและเลบานอนอีกครั้ง ซึ่งรวมถึงการโจมตีครั้งล่าสุดในกรุงดามัสกัสเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

โดยเตือนว่าการโจมตีดังกล่าวบ่อนทำลายอธิปไตยของซีเรีย และก่อให้เกิดภัยคุกคามร้ายแรงต่อความมั่นคงระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ

สภาเน้นย้ำว่าวิธีเดียวที่จะทำให้เกิดเสถียรภาพในภูมิภาคคือผ่านการยอมรับสิทธิที่ถูกต้องตามกฎหมายและไม่สามารถแบ่งแยกของชาวปาเลสไตน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิในการสถาปนารัฐที่เป็นอิสระ มีอำนาจอธิปไตยอย่างเต็มที่ และดำรงอยู่ได้ภายในช่วงก่อนเดือนมิถุนายน ๑๙๖๗/๒๕๑๐โดยมีพรมแดนติดกับกรุงเยรูซาเลมตะวันออกเป็นเมืองหลวง 

และยกย่องความพยายามไกล่เกลี่ยระหว่างกาตาร์-อียิปต์ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อบรรลุข้อตกลงหยุดยิงถาวรในฉนวนกาซา และให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนในฉนวนกาซา

ชื่นชมการเรียกร้องของแอลจีเรีย ซึ่งเป็นสมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ให้จัดการประชุมฉุกเฉินโดยสภาเพื่อหารือเกี่ยวกับแผนการของอิสราเอลในการบังคับอพยพชาวกาซานเพื่อหาทางช่วยเหลือ

โดยชื่นชมความสำเร็จของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในการล็อบบี้ในระหว่างดำรงตำแหน่งสมาชิกไม่ถาวรของสภา (พ.ศ. ๒๕๖๕-๒๕๖๖) สำหรับคำถามของชาวปาเลสไตน์ ซึ่งนำไปสู่การยอมรับมติของสภาที่ 2712 และ 2720 ในปีที่แล้ว

มาช้าดีกว่าไม่มา ชัดเจนแล้วว่า กระแสความโกรธเกรี้ยวต่ออิสราเอลไม่ได้แพร่เฉพาะองค์กรโลกมุสลิมแต่กำลังขยายวงในหมู่ชาติอาหรับที่เคยวางเฉยมาโดยตลอด และเป็นที่นินทาเพราะมีผลประโยชน์ร่วมทุนกับอิสราเอลและสหรัฐฯหลายโครงการ จากคำตรัสของเจ้าชาย MBS ให้ทุกประเทศหยุดส่งอาวุธให้อิสราเอลมายจนถึงวันนี้ ขยายวงถึงการจัดการทางกฎหมายและมาตรการเศรษฐกิจ ซึ่งสายแข็งอย่างเยเมนทำสำเร็จไปแล้วก้าวหนึ่ง แค่หนึ่งประเทศยังก่อความเสียหายให้อิสราเอลและสปอนเซอร์จนต้องออกหน้ามาลุย  คิดดูว่าประเทศอาหรับและโลกมุสลิมทำเหมือนกันอย่างเป็นเอกภาพ ทั้งทางเศรษกิจ และทางการทูตย่อมส่งผลกระทบอย่างสาหัสต่อคู่หูอันตราย อเมริกา-อังกฤษ-อิสราเอลแน่ นับแต่นี้คอยดูผลการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมได้เลย!!