ไม่ได้พักรบ!? อิสราเอลตกลงหยุดยิงเพิ่มอีก ๒ วัน ปล่อยปาเลสไตน์๑๕๐ แต่จับเพิ่ม ๔ วัน ๒๖๐ที่เวสต์แบงก์

0

ข่าวดีสำหรับทุกฝ่ายคือ การหยุดยิงได้เกิดขึ้นจริงและมีการต่อเวลาจาก ๔ วันเพิ่มอีก ๒ วัน คือ ๒๔-๒๘ วันนี้มีการแลกเปลี่ยนตัวประกันกับเชลยต่อเนื่องในข้อตกลงตัวประกันอิสราเอล ๑ ส่วน เชลยปาเลสไตน์ ๓ ส่วน

ปรากฎว่าตามข้อมูลของสโมสรนักโทษปาเลสไตน์ ตามข้อตกลงอิสราเอลจะปล่อยชาวปาเลสไตน์ครั้งนี้ ๑๕๐ คน แต่จับเพิ่ม ๒๖๐ คนจากเวสต์แบงก์และเยรูซาเล็ม ในระหว่างการหยุดยิงสี่วัน อันที่จริงผู้ต้องขังรายใหม่ถูกเพิ่มเข้ามามากกว่า ๓,๐๐๐ คนตั้งแต่วันที่ ๗ ตุลาคม

ในระหว่างนี้มีการเคลื่อนไหวมากมายในตะวันออกกลาง กระแสต่อต้านการทำศึกล้างเผ่าพันธ์แพร่ขยายไปทั่วโลกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน บีบให้สหรัฐและอิสราเอลต้องทบทวนปรับบทบาท แต่ไม่ได้หมายความว่า การขับไล่ชาวปาเลสไตน์และการล้างเผ่าพันธ์จะจบลงโดยง่าย สื่ออาหรับได้เสนอบทวิเคราะห์ความน่าจะเป็นที่จะเกิดขึ้นหลังการหยุดยิงไว้อย่างน่าสนใจ

วันที่ ๒๘ พ.ย.๒๕๖๖ สำนักข่าวปาเลสไตน์โครนิเคิลรายงานว่าบิเนย์ เบลนด์ Benay Blend นักเขียนผู้ได้รับปริญญาเอกสาขา American Studies จากมหาวิทยาลัย New Mexico ได้นำเสนอบทความวิเคราะห์ความน่าจะเป็นของก้าวต่อไปหลังการหยุดยิง ดูเหมือนว่า ทางออกที่มหาอำนาจทั้งหลายเสนอให้ใช้แก้ปัญหาความขัดแย้งอิสราเอล-ปาเลสไตน์คือ แนวทางสองรัฐ นั้นอาจเป็นเพียงภาพลวงตาที่จะไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง

ไม่นานก่อนการหยุดยิง อิสราเอลยังคงสังหารชาวปาเลสไตน์ให้ได้มากที่สุด สิ่งนี้แทบจะไม่เป็นลางดีสำหรับสันติภาพที่ยั่งยืน แม้ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา มีกระแสสนับสนุนจากทั่วโลกสำหรับการต่อสู้เพื่ออิสรภาพของชาวปาเลสไตน์

ซามิโดอุน(Samidoun) ซึ่งเป็นเครือข่ายความสามัคคีของนักโทษชาวปาเลสไตน์ ได้จัดทำปฏิทิน กิจกรรมและการดำเนินการต่างๆ ทั่วโลก ในขณะที่กลุ่ม Answer Coalition จัดทำรายการการประท้วงในปาเลสไตน์ที่มีฐานอยู่ในสหรัฐฯ เหตุการณ์ในวันที่ ๗ ตุลาคมและหลังจากนั้นได้จุดประกายและรวมการต่อสู้เพื่อการปลดปล่อยโลกใต้(Global South) ตั้งแต่ขบวนการปลดปล่อยคนผิวดำไปจนถึงขบวนการชนพื้นเมืองที่ต่อสู้เพื่อสิทธิของพวกเขา

ในรายการพิเศษวันขอบคุณพระเจ้าของช่อง Democracy Now, นิค เอสเตส(Nick Estes) นักประวัติศาสตร์ของ Lakota กล่าวว่า“เราเห็นได้ว่าลัทธิล่าอาณานิคมของผู้ตั้งถิ่นฐานในอิสราเอล หรือในปาเลสไตน์ เป็นส่วนขยายของลัทธิล่าอาณานิคมของผู้ตั้งถิ่นฐานในอเมริกาเหนืออย่างแท้จริง”

แนวคิดของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลในฐานะรัฐอาณานิคมของผู้ตั้งถิ่นฐานที่ปฏิบัติการล้างเผ่าพันธุ์อย่างเป็นระบบยังไม่ได้ถูกบูรณาการเข้ากับความคิดของฝ่ายซ้ายหรือวาทศาสตร์หัวรุนแรงในลักษณะที่ทำให้สิ่งนี้ชัดเจนยิ่งขึ้น .

บางทีนี่อาจอธิบายได้ส่วนหนึ่งว่า เหตุใดจึงเกิดขึ้นที่ในการตะโกนการประท้วง เช่นเดียวกับจดหมายถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีมบนโซเชียลมีเดีย และอื่นๆ ที่คล้ายกัน มีการเรียกร้องให้ “หยุดยิงทันที! แต่แทบไม่มีการเรียกร้องใดที่ไปไกลกว่านั้น” 

โดยรวมถึงการรื้อถอนรัฐไซออนิสต์ สิทธิของชาวปาเลสไตน์ที่จะกลับมา และท้ายที่สุด เรียกร้องให้นำผู้ที่รับผิดชอบต่อการล้างเผ่าพันธุ์ ตลอดจนผู้ที่ช่วยเหลือและสนับสนุน ให้ถูกนำตัวต่อหน้า ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ในฐานะอาชญากรสงคราม มีแต่ผู้นำรัฐอื่นดำเนินการ แต่ไม่ใช่เสียงเรียกร้องอย่างเป็นเอกภาพจากการชุมนุม

การขอให้เจ้าหน้าที่ของรัฐลงนามใน ข้อตกลงหยุดยิงถือเป็นการขอให้มีมาตรการขั้นต่ำสุดเมื่อเผชิญกับการล้างเผ่าพันธุ์ ยิ่งไปกว่านั้น ยังช่วยให้สมาชิกสภาคองเกรสของสหรัฐฯสามารถแสดงให้เห็นว่าพวกเขาสนับสนุนความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม 

การเพิ่มขึ้นของการตั้งถิ่นฐานที่ผิดกฎหมาย นโยบายการล้างเผ่าพันธุ์ การละเมิดสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ พร้อมกับแผนการที่จะผนวกดินแดนเพิ่มเติม ทำให้การแก้ปัญหาสองรัฐเป็นไปไม่ได้ หากเป็นไปได้ก็คงสำเร็จตั้งแต่แรก

ในปี ๑๙๗๐ สองปีก่อนที่สายลับมอสสาดจะถูกลอบสังหารในเบรุต กัซซัน คานาฟานี นักเขียนและผู้นำแนวร่วมยอดนิยมเพื่อการปลดปล่อยปาเลสไตน์ (PFLP) ตกลงที่จะให้สัมภาษณ์กับนักข่าว ริชาร์ด คาร์ล ตัน เขาระบุชัดว่า“ชาวปาเลสไตน์มีชีวิตอยู่ด้วยความอดอยาก ความตาย และความทุกข์ยากมาตั้งแต่ปี ๑๙๔๘ ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลสำหรับเขาที่จะหยุดดิ้นรนเพื่อสิ่งที่ดีกว่า สำหรับพวกเรา การปลดปล่อยประเทศของเรา การมีศักดิ์ศรี การเคารพ การมีสิทธิของมนุษย์เป็นสิ่งที่จำเป็นพอๆ กับการมีชีวิต”

ซึ่งหมายความว่าค่อนข้างชัดเจนว่าหากไม่ยุติโครงการตั้งถิ่นฐานของชาวอิสราเอลด้วยกฎหมายการแบ่งแยกสีผิว การแบ่งแยกเชื้อชาติของชาวปาเลสไตน์ และความรุนแรงที่เป็นมาตรฐาน มันก็จะมีการหยุดยิงในวันนี้และทำสงครามในวันพรุ่งนี้” เท่านั้น

“อะไรจะเกิดขี้นต่อไป?” ถามนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน คาลิล อะบู ชัมมะลา(Khalil Abu Shammala) อะไรต่อไปมีแต่จะนำไปสู่คำถามที่เพิ่มมากขึ้น เพราะยังไม่มีใครรู้คำตอบ

เขาเชื่ออีกว่า “วิธีที่รัฐไซออนิสต์จะถูกรื้อถอน และสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป ขึ้นอยู่กับชาวปาเลสไตน์ภาคพื้นดิน ไม่ใช่การเรียกร้องของรัฐบาลต่างประเทศ นักเคลื่อนไหวระหว่างประเทศ หรือใครก็ตามที่เสนอวิธีแก้ปัญหาไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นมหาอำนาจระดับไหน”

นี่เป็นความเห็นของนักวิเคราะห์แห่งแมกซิโก แล้วความจริงตรงหน้าเราบอกอะไรเราบ้าง จับตาการปะทุรอบใหม่จากภายนอกสู่ภายใน เมื่อเนทันยาฮูยากที่จะยอมจบศึกโดยง่ายเมื่อชะตากรรมหลังศึกครั้งนี้ดูไม่ดีนัก!!?